ชีวิตของคุณในวันนี้เปลี่ยนแปลงไปแบบไหนบ้าง เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นหรือป่าว โดยปกติคนเราทุกคนย่อมทำชีวิตของตัวเองให้ดีขึ้นอยู่แล้ว ถ้ายังไงวันนี้เราขอนำเสนอ 5 วิธีที่ช่วยปรับปรุงชีวิตของคุณให้ดีขึ้น
TopBar Ads
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ชีวิต แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ชีวิต แสดงบทความทั้งหมด
3 มีนาคม 2559
5 วิธีที่ช่วยปรับปรุงชีวิตของคุณให้ดีขึ้น
ชีวิตของคุณในวันนี้เปลี่ยนแปลงไปแบบไหนบ้าง เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นหรือป่าว โดยปกติคนเราทุกคนย่อมทำชีวิตของตัวเองให้ดีขึ้นอยู่แล้ว ถ้ายังไงวันนี้เราขอนำเสนอ 5 วิธีที่ช่วยปรับปรุงชีวิตของคุณให้ดีขึ้น
30 มกราคม 2558
อยู่คนเดียวให้เป็น
มนุษย์โลกเราเค้าบอกว่าเป็นสัตว์สังคมครับ ทุกๆคนล้วนต้องมีสังคม ไม่ว่าสังคมนั้นจะเล็กหรือใหญ่ก็ตาม เพราะว่าทุกคนต้องพึ่งพาอาศัยกัน ต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกัน แล้วถ้าหากวันนึงคุณไม่มีใครให้พึ่งพาขึ้นมาล่ะ คุณจะทำยังไง ประมาณว่า ไม่มีคนกินข้าวด้วย , ทำอาหารด้วย , เล่นกีฬาด้วยหรือนั่งเลคเชอร์ด้วยตอนเรียนหนังสือ มันคงเป็นปัญหามากมายเลยสินะสำหรับมนุษย์อย่างเรา เพราะฉะนั้นจงอยู่คนเดียวให้เป็นส่ะ
ความคิดที่ 5
บนโลกของเรามีสัตว์อยู่มากมายหลายประเภทครับ ตามวิชาชีวะวิทยาเลย สัตว์ปีก , สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ , สัตว์เลื่อยคลานและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ซึ่งมนุษย์อย่างเราๆก็อยู่ประเภทสุดท้ายที่ผมกล่าวมา (สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมนั้นแหละครับ) แต่สิ่งนึงที่ทำให้มนุษย์เรานั้นแตกต่างจากสัตว์ประเภทอื่นๆนั้นคือ "ความรู้สึกครับ" มนุษย์เรามีความคิดและความรู้สึกที่ลึกซึ่งและซับซ้อนกว่าสัตว์ประเภทอื่นเยอะ ประมาณว่าคิดข้ามโลกได้เลย แต่ประเด็นที่ผมจะพูดเนี่ยคือความรู้สึกเนี่ยครับ สำหรับมนุษย์อย่างเราๆเนี่ยมันลึกซึ้งเหลือเกิน ความสุข , ความเศร้า , ความเหงา , ความมัน บลา บลา บลา ... พูดไปก็คงไม่หมด
เยอะแยะเหลือเกิน เพราะไอ่ความรู้สึกเนี่ยแหละที่เป็นตัวดึงดูดให้คนเราเข้าหากันเปิดเป็นสังคมขึ้นมา แล้วถ้าคุณไม่มีสังคมล่ะ แล้วถ้าคุณต้องอยู่คนเดียวขึ้นมา คุณจะตายไหมครับ
การอยู่คนเดียวเป็นการอยู่กับตัวเองอยู่กับความคิดและความรู้สึกที่ตนเองได้สร้างขึ้น ผมว่ามนุษย์เราควรจะแบ่งเวลาในแต่ล่ะวัน มาอยู่คนเดียวบ้างก็ดีนะครับ นอกจากจะไม่เดือดร้อนใครแล้ว ไม่เสียตังและยังทำให้เราได้คิดอะไรที่เป็นอิสระมากมายเลย ตัวผมเองก็มีนิสัยชอบอยู่คนเดียวนะบางเวลา มันทำให้เราได้คิดอะไรเยอะแยะมากมายเลย ถึงแม้ว่าโดยส่วนตัวจะชอบตามเพื่อนสะมากกว่า ประมาณว่าเพื่อนไปไหนกุไปด้วย แต่พอทำกิจกรรมเหล่านั้นเสร็จ ก็กลับมาอยู่ห้องสบายใจครับ 555
อีกสิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะเขียนคือ ผมว่าในปัจจุบันคนเราอยู่คนเดียวกันไม่ค่อยเป็น สังเกตจากคนเป็นแฟนกันหลายคู่เลย ที่อยุ่คนเดียวไม่ค่อยได้ ไปไหนต้องไปด้วยกัน กินข้าวด้วยกัน กลับหอก็มาอยู่หอเดียวกัน แบบว่าถ้าแฟนไม่มาหานี่เป็นอันทะเลาะโกรธกันเลยทีเดียว น่ากลัวนะนี่!! เพื่อนของผมคนนึงเหมือนกันครับชอบอยู่คนเดียว เค้าให้เหตุผลว่า "พอเวลาอยู่กับเพื่อนแล้ว จะมีอารมณ์แบบไม่ค่อยอยากคุยกับใคร เลยต้องปลีกตัวออกมา ที่สำคัญคือมันมีเวลาให้ทบทวนตัวเองเยอะ" ทั้งหมดทั้งมวลผมอยากจะบอกว่าเราทุกคนสามารถอยู่คนเดียวได้อย่างมีความสุข ผมว่าแค่นี้ก็น่าจะพอแล้วนะ หรือถ้าใครที่ยังไม่พอผมเองก็ไม่รู้จะช่วยยังไงแล้วล่ะ
สุดท้ายแล้วผมอยากสนับสนุนนให้ทุกคนได้อยู่คนเดียวบ้างนะครับ แบ่งเวลาส่วนนึงมาคุยกับตนเองบ้างว่าเราคิดอย่างไรกับเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้น แล้วคุณจะพบว่ามันได้อะไรมากกว่าที่คุณคิดไว้เยอะเลยทีเดียว อาจจะอินดี้บ้างแต่เราก็ควรจะอยู่กับมันให้ได้นะ เพราะว่าช่วงของชีวิตเราที่สุดแล้วก็ต้องมีโมเมนต์แบบนี้เข้ามาอยู่ดี สุดท้ายแล้วผมอยากให้ทุกคนอยู่คนเดียวให้เป็นครับ +++++
ความคิดที่ 5
เยอะแยะเหลือเกิน เพราะไอ่ความรู้สึกเนี่ยแหละที่เป็นตัวดึงดูดให้คนเราเข้าหากันเปิดเป็นสังคมขึ้นมา แล้วถ้าคุณไม่มีสังคมล่ะ แล้วถ้าคุณต้องอยู่คนเดียวขึ้นมา คุณจะตายไหมครับ
การอยู่คนเดียวเป็นการอยู่กับตัวเองอยู่กับความคิดและความรู้สึกที่ตนเองได้สร้างขึ้น ผมว่ามนุษย์เราควรจะแบ่งเวลาในแต่ล่ะวัน มาอยู่คนเดียวบ้างก็ดีนะครับ นอกจากจะไม่เดือดร้อนใครแล้ว ไม่เสียตังและยังทำให้เราได้คิดอะไรที่เป็นอิสระมากมายเลย ตัวผมเองก็มีนิสัยชอบอยู่คนเดียวนะบางเวลา มันทำให้เราได้คิดอะไรเยอะแยะมากมายเลย ถึงแม้ว่าโดยส่วนตัวจะชอบตามเพื่อนสะมากกว่า ประมาณว่าเพื่อนไปไหนกุไปด้วย แต่พอทำกิจกรรมเหล่านั้นเสร็จ ก็กลับมาอยู่ห้องสบายใจครับ 555
อีกสิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะเขียนคือ ผมว่าในปัจจุบันคนเราอยู่คนเดียวกันไม่ค่อยเป็น สังเกตจากคนเป็นแฟนกันหลายคู่เลย ที่อยุ่คนเดียวไม่ค่อยได้ ไปไหนต้องไปด้วยกัน กินข้าวด้วยกัน กลับหอก็มาอยู่หอเดียวกัน แบบว่าถ้าแฟนไม่มาหานี่เป็นอันทะเลาะโกรธกันเลยทีเดียว น่ากลัวนะนี่!! เพื่อนของผมคนนึงเหมือนกันครับชอบอยู่คนเดียว เค้าให้เหตุผลว่า "พอเวลาอยู่กับเพื่อนแล้ว จะมีอารมณ์แบบไม่ค่อยอยากคุยกับใคร เลยต้องปลีกตัวออกมา ที่สำคัญคือมันมีเวลาให้ทบทวนตัวเองเยอะ" ทั้งหมดทั้งมวลผมอยากจะบอกว่าเราทุกคนสามารถอยู่คนเดียวได้อย่างมีความสุข ผมว่าแค่นี้ก็น่าจะพอแล้วนะ หรือถ้าใครที่ยังไม่พอผมเองก็ไม่รู้จะช่วยยังไงแล้วล่ะ
สุดท้ายแล้วผมอยากสนับสนุนนให้ทุกคนได้อยู่คนเดียวบ้างนะครับ แบ่งเวลาส่วนนึงมาคุยกับตนเองบ้างว่าเราคิดอย่างไรกับเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้น แล้วคุณจะพบว่ามันได้อะไรมากกว่าที่คุณคิดไว้เยอะเลยทีเดียว อาจจะอินดี้บ้างแต่เราก็ควรจะอยู่กับมันให้ได้นะ เพราะว่าช่วงของชีวิตเราที่สุดแล้วก็ต้องมีโมเมนต์แบบนี้เข้ามาอยู่ดี สุดท้ายแล้วผมอยากให้ทุกคนอยู่คนเดียวให้เป็นครับ +++++
วันเกิด(BirthDay)
วันเกิดเป็นวันที่ใครหลายๆคนต่างมีความสุขสนุกสนาน มีงานเลี้ยงสังสรรค์ เฉลิมฉลองต่างๆมากมาย ปิดท้ายด้วยการเซอไฟร์เค้กวันเกิดขนาดก้อนโตแล้วร้องเพลง Happy BirthDay กัน
ความคิดที่ 3
วันเกิดเป็นวันที่ควรมีความสุขครับ แล้วคุณเคยคิดไหมว่า ทำไมต้องเฉลิมฉลองกันด้วยในวันเกิดของแต่ละคน เชื่อว่าหลายคนก็คงคิดว่า "วันเกิดทั้งที 1 ปีมีครั้งเดียว ควรฉลองแด่วันสำคัญวันนี้สะหน่อย" ผมเองก็เคยคิดแบบนั้นครับ ถึงวันเกิดของตนเองทีไร ต้องชวนเพื่อนๆมาฉลองกัน หรือไม่ก็มีเพื่อนๆโทรมาฉลอง เซอไพร์ด้วยเค้กวันเกิดก้อนโต ร้องเพลง Happy BirthDay หรือบางคนอาจจะปิดท้ายด้วยเหล้าเบียร์ก็เป็นเรื่องปกติของงานสังสรรค์ แล้วถ้าปรากฏว่าวันนั้นไม่มีใครมาอวยพรวันเกิดของคุณสักคนเลยล่ะ คุณจะอยู่ได้หรือไม่ "ก็ตอบว่าอยู่ได้แล้วมันจะสำคัญอะไรหล่ะ" ผมว่ามันก็ไม่สำคัญอะไรหรอกครับ มันก็เป็นแค่วันๆนึงที่ผ่านมาแค่นั้นเอง เพียงแต่ว่ามันดันเป็นที่คุณพ่อคุณแม่ของคุณบอกไว้หรือกาในปฏิทินไว้ว่ามันเป็นวันเกิดของคุณนะ ด้วยความที่บ้ายเมืองของเรารับขนมธรรมเนียมของฝรั่งเข้ามาเยอะ การซื้อเค้กก็เป็นวิธีนึงที่นิยมมากในพิธีวันเกิด เป่าเทียนกันอย่างมีความสุข แต่ส่วนตัวผมเองกลับคิดว่าไม่เห็นจะจำเป็นเลยที่จะต้องให้ใครต่อใครมาอวยพรวันเกิดตัวเอง ไม่เห็นจำเป็นเลยที่จะต้องให้คนอื่น ซื้อเค้กมาเฉลิมฉลองหรือคอยมาบอกกับคุณว่า "Happy BirthDay นะเว้ย มีความสุขมากๆ" วันเกิดของคุณมันก็ขึ้นอยู่กับตัวของคุณเองสิครับ ผมว่าวันเกิดของคุณเอง คุณควรจะตั้งใจเริ่มทำอะไรใหม่ยังดีกว่าเลย หรือตั้งปณิธานไว้ว่า "เอ่อ ปีนี้นะ 20 แล้ว อยากจะตั้งใจเรียนเพื่อพ่อแม่ เพื่อคนที่เรารัก" ถ้าคิดได้แบบนี้นะผมนี้ยกนิ้วให้เลย ผมเคยได้ยินคำกลอนคำนึงนะเกี่ยวกับแม่ว่า "วันเกิดลูก เกือบคล้ายวันตายแม่" ฟังแล้วสะดุ้งไหมครับ แต่มันจริงที่สุด กลอนในลักษณะนี้ดีนะ ทำให้คนเรารู้สึกตื่นตัวขึ้นมาได้ พอกลับว่าคิดๆดูแล้ว ใช่สิ วันเกิดเราก็ต้องอยุ่กลับแม่สิ ถ้าบอกว่าวันนี้เป็นวันสำคัญของเรา มันก็ต้องเป็นวันสำคัญของแม่ของคุณด้วยสิ ใช่ไหมครับ
ความคิดที่ 3
วันเกิดเป็นวันที่ควรมีความสุขครับ แล้วคุณเคยคิดไหมว่า ทำไมต้องเฉลิมฉลองกันด้วยในวันเกิดของแต่ละคน เชื่อว่าหลายคนก็คงคิดว่า "วันเกิดทั้งที 1 ปีมีครั้งเดียว ควรฉลองแด่วันสำคัญวันนี้สะหน่อย" ผมเองก็เคยคิดแบบนั้นครับ ถึงวันเกิดของตนเองทีไร ต้องชวนเพื่อนๆมาฉลองกัน หรือไม่ก็มีเพื่อนๆโทรมาฉลอง เซอไพร์ด้วยเค้กวันเกิดก้อนโต ร้องเพลง Happy BirthDay หรือบางคนอาจจะปิดท้ายด้วยเหล้าเบียร์ก็เป็นเรื่องปกติของงานสังสรรค์ แล้วถ้าปรากฏว่าวันนั้นไม่มีใครมาอวยพรวันเกิดของคุณสักคนเลยล่ะ คุณจะอยู่ได้หรือไม่ "ก็ตอบว่าอยู่ได้แล้วมันจะสำคัญอะไรหล่ะ" ผมว่ามันก็ไม่สำคัญอะไรหรอกครับ มันก็เป็นแค่วันๆนึงที่ผ่านมาแค่นั้นเอง เพียงแต่ว่ามันดันเป็นที่คุณพ่อคุณแม่ของคุณบอกไว้หรือกาในปฏิทินไว้ว่ามันเป็นวันเกิดของคุณนะ ด้วยความที่บ้ายเมืองของเรารับขนมธรรมเนียมของฝรั่งเข้ามาเยอะ การซื้อเค้กก็เป็นวิธีนึงที่นิยมมากในพิธีวันเกิด เป่าเทียนกันอย่างมีความสุข แต่ส่วนตัวผมเองกลับคิดว่าไม่เห็นจะจำเป็นเลยที่จะต้องให้ใครต่อใครมาอวยพรวันเกิดตัวเอง ไม่เห็นจำเป็นเลยที่จะต้องให้คนอื่น ซื้อเค้กมาเฉลิมฉลองหรือคอยมาบอกกับคุณว่า "Happy BirthDay นะเว้ย มีความสุขมากๆ" วันเกิดของคุณมันก็ขึ้นอยู่กับตัวของคุณเองสิครับ ผมว่าวันเกิดของคุณเอง คุณควรจะตั้งใจเริ่มทำอะไรใหม่ยังดีกว่าเลย หรือตั้งปณิธานไว้ว่า "เอ่อ ปีนี้นะ 20 แล้ว อยากจะตั้งใจเรียนเพื่อพ่อแม่ เพื่อคนที่เรารัก" ถ้าคิดได้แบบนี้นะผมนี้ยกนิ้วให้เลย ผมเคยได้ยินคำกลอนคำนึงนะเกี่ยวกับแม่ว่า "วันเกิดลูก เกือบคล้ายวันตายแม่" ฟังแล้วสะดุ้งไหมครับ แต่มันจริงที่สุด กลอนในลักษณะนี้ดีนะ ทำให้คนเรารู้สึกตื่นตัวขึ้นมาได้ พอกลับว่าคิดๆดูแล้ว ใช่สิ วันเกิดเราก็ต้องอยุ่กลับแม่สิ ถ้าบอกว่าวันนี้เป็นวันสำคัญของเรา มันก็ต้องเป็นวันสำคัญของแม่ของคุณด้วยสิ ใช่ไหมครับ
งานสังสรรค์ (Party)
ผมยอบรับนะครับว่า งานสังสรรค์เป็นงานสร้างความสนุกสนาน ความคุ้นเคยและความสนิทสนม ให้ผู้คนในปัจจุบัน เรียกได้ว่าในยุคปัจจุบันเป็นยุคที่ในสังคมจะต้องมีงานสังสรรค์แบบนี้อยู่บ่อยๆ เพื่อช่วยผ่อนคลายทางอารมณ์ความเครียดต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้จากภาระการงานของตนเอง แต่บางทีในเรื่องของงานสังสรรค์ในยุคปัจจุบันผมว่ามันเปลี่ยนไปนะ
ความคิดที่ 2
ในยุคปัจจุบันงานสังสรรค์ต่างๆ บางทีก็เกินเลยไปกับว่าสังสรรค์ เกินไปกับค่าสนุกสนานหรือผ่อนคลายทางอารมณ์ ซึ่งถ้าหากมีงานพวกนี้ก็ต้องมีเหล้า,เบีย แอลกอฮอล์ต่างๆอย่างแน่นอนแล้วก็ปฏิเสธไม่ได้ด้วย คุณเคยถามตัวเองหรือคนอื่นไหมครับว่า ทำไมงานสังสรรค์ต้องมีของพวกนี้ ส่วนใหญ่ที่ผมถามก็ไม่ค่อยได้คำตอบที่ชัดเจนเท่าไหร่ ผมขอยกตัวอย่างเหตุผลคร่าวๆนะครับ
ผมเคยได้ยินคำพูดจากเพื่อนคนนึงนะ เขาเคยไปงานสังสรรค์อยู่ครั้งหนึ่ง และครั้งเดียวจริงๆ เขาเล่าให้ฟังว่า "ผมเคยไปนะ แต่คนที่ชวนบอกว่าไปนั่งเฉยๆก็ได้ สุดท้ายพอผมไปจริงๆ ด้วยอารมณ์ครึกครื้นก็บังคับให้ผมดื่ม นั้นไม่ใช่ตัวของผมเลย" ซึ่งในปัจจุบันผมก็เห็นแบบกรณีนี้เยอะ เพื่อนผมคนนี้ยังเล่าให้ฟังอีกว่า "ในต่างประเทศนะ เขาดื่มกันแบบพอดีนะไม่บังคับ ดื่มกับแบบคุยกันสนุกสนาน พอจบก็กลับบ้านนอนหลับแบบสบายใจ" อันนี้ฟังดูแล้วน่าคิดนะ บ้านเราน่าจะทัศนคติแบบนี้บ้างนะผมว่า ทุกคนก็จะไม่มั่วอยุ่กับงานรื่นเริงเหล่านี้ หันกลับมาอยู่กับครอบครัว บ้านเมืองจะอยู่ขึ้นเยอะเลยนะ
สุดท้ายแล้วผมขอให้ทุกคนดูแลรักษาสุขภาพกันด้วยนะครับ ถ้าเป็นไปได้ในเรื่องงานสังสรรค์ต่างๆ ผมว่าให้ไปแต่พอควรเถอะครับ เพื่อเป็นประโยชน์กับตัวคุณเองและคนรอบข้างด้วยครับ
ความคิดที่ 2
ในยุคปัจจุบันงานสังสรรค์ต่างๆ บางทีก็เกินเลยไปกับว่าสังสรรค์ เกินไปกับค่าสนุกสนานหรือผ่อนคลายทางอารมณ์ ซึ่งถ้าหากมีงานพวกนี้ก็ต้องมีเหล้า,เบีย แอลกอฮอล์ต่างๆอย่างแน่นอนแล้วก็ปฏิเสธไม่ได้ด้วย คุณเคยถามตัวเองหรือคนอื่นไหมครับว่า ทำไมงานสังสรรค์ต้องมีของพวกนี้ ส่วนใหญ่ที่ผมถามก็ไม่ค่อยได้คำตอบที่ชัดเจนเท่าไหร่ ผมขอยกตัวอย่างเหตุผลคร่าวๆนะครับ
- ก็ผมอื่นๆ เค้ากินกัน เราก็ต้องกินตามเค้าสิ ถึงจะสังสรรค์กับเค้าได้
- ไม่กินเหล้แล้วมันจะสนุกอะไรล่ะ !!!
- กินเหล้าสิดี กลับบ้านปุ้บนอนหลับสบาย
- .....
ผมเคยได้ยินคำพูดจากเพื่อนคนนึงนะ เขาเคยไปงานสังสรรค์อยู่ครั้งหนึ่ง และครั้งเดียวจริงๆ เขาเล่าให้ฟังว่า "ผมเคยไปนะ แต่คนที่ชวนบอกว่าไปนั่งเฉยๆก็ได้ สุดท้ายพอผมไปจริงๆ ด้วยอารมณ์ครึกครื้นก็บังคับให้ผมดื่ม นั้นไม่ใช่ตัวของผมเลย" ซึ่งในปัจจุบันผมก็เห็นแบบกรณีนี้เยอะ เพื่อนผมคนนี้ยังเล่าให้ฟังอีกว่า "ในต่างประเทศนะ เขาดื่มกันแบบพอดีนะไม่บังคับ ดื่มกับแบบคุยกันสนุกสนาน พอจบก็กลับบ้านนอนหลับแบบสบายใจ" อันนี้ฟังดูแล้วน่าคิดนะ บ้านเราน่าจะทัศนคติแบบนี้บ้างนะผมว่า ทุกคนก็จะไม่มั่วอยุ่กับงานรื่นเริงเหล่านี้ หันกลับมาอยู่กับครอบครัว บ้านเมืองจะอยู่ขึ้นเยอะเลยนะ
สุดท้ายแล้วผมขอให้ทุกคนดูแลรักษาสุขภาพกันด้วยนะครับ ถ้าเป็นไปได้ในเรื่องงานสังสรรค์ต่างๆ ผมว่าให้ไปแต่พอควรเถอะครับ เพื่อเป็นประโยชน์กับตัวคุณเองและคนรอบข้างด้วยครับ
ชีวิตของคนเราไม่ง่ายเลย !!
เริ่มต้นด้วยบทความความแรกของผมนะครับ ซึ่งบอกกันตรงๆเลยนะครับ ว่าผมไม่เคยคิดเลยว่าอยากจะมาเล่าอะไรให้คนอื่นได้ฟังแบบนี้ เพราะว่าความคิดต่างๆนาๆ มันมักวนเวียนอยู่ในหัวของผมอยู่ตลอดเวลา
อันนี้เป็นความคิดแรกของผม
ที่ผมอยากจะเขียนบทความเรื่องนี้ขึ้นมีอยู่แค่เหตุผลเดียวครับ คือผมถูกใจประโยคเด็ดของชายคนนึงครับ คือ "แจ็ค หม่า(Jack Ma)"
คือต้องเกริ่นก่อนนะครับ ขอโทษด้วย แจ็ค มา คืออภิมหาเศรษฐีคนนึงของจีน รวยอันดับต้นๆของโลกเลยก็ว่าได้ ผมก็ไม่รู้นะว่าอันดับเท่าไหร่ ซึ่งเขาเป็นผู้ก่อตั้งเว็บไซอีคอมเมิร์ซ หรือว่าเป็นขายของที่ชื่อว่า Alibaba คล้ายๆแบบ Lazada บ้านเราแล้วก็ Amazon ประมาณนี้ แจ็ค หม่าพูดได้ถูกใจและโดดใจผมมากในคำพูดที่ว่า
อันนี้เป็นความคิดแรกของผม
ที่ผมอยากจะเขียนบทความเรื่องนี้ขึ้นมีอยู่แค่เหตุผลเดียวครับ คือผมถูกใจประโยคเด็ดของชายคนนึงครับ คือ "แจ็ค หม่า(Jack Ma)"
คือต้องเกริ่นก่อนนะครับ ขอโทษด้วย แจ็ค มา คืออภิมหาเศรษฐีคนนึงของจีน รวยอันดับต้นๆของโลกเลยก็ว่าได้ ผมก็ไม่รู้นะว่าอันดับเท่าไหร่ ซึ่งเขาเป็นผู้ก่อตั้งเว็บไซอีคอมเมิร์ซ หรือว่าเป็นขายของที่ชื่อว่า Alibaba คล้ายๆแบบ Lazada บ้านเราแล้วก็ Amazon ประมาณนี้ แจ็ค หม่าพูดได้ถูกใจและโดดใจผมมากในคำพูดที่ว่า
"และถ้านี่ยังไม่ตรงพอ เขาจบงานเขียนของเขาด้วยการชี้ว่า การที่เรายากจน มันไม่ได้การันตีหรอกนะว่าเราจะได้รับความเห็นใจ ความช่วยเหลือ และความรักจากคนอื่น โดยเขาบอกว่า
- ถ้าครอบครัวคิดว่าเราไร้ค่าเมื่อไหร่ ไม่มีใครสงสารคุณหรอก
- ถ้าพ่อแม่คุณ ไม่มีเงินจ่ายยารักษาโรค ไม่มีใครสงสารคุณหรอก
- ถ้าคุณถูกคู่แข่งเอาชนะ ไม่มีใครสงสารคุณหรอก
- ถ้าคุณถูกคนที่คุณรักทิ้งไป ไม่มีใครสงสารคุณหรอก
- ถ้าคุณอายุ 35 แลัวยังไม่สำเร็จอะไรซักอย่าง ไม่มีใครสงสารคุณหรอก "
- ถ้าครอบครัวคิดว่าเราไร้ค่าเมื่อไหร่ ไม่มีใครสงสารคุณหรอก
- ถ้าพ่อแม่คุณ ไม่มีเงินจ่ายยารักษาโรค ไม่มีใครสงสารคุณหรอก
- ถ้าคุณถูกคู่แข่งเอาชนะ ไม่มีใครสงสารคุณหรอก
- ถ้าคุณถูกคนที่คุณรักทิ้งไป ไม่มีใครสงสารคุณหรอก
- ถ้าคุณอายุ 35 แลัวยังไม่สำเร็จอะไรซักอย่าง ไม่มีใครสงสารคุณหรอก "
อันนี้นี่ผมไปก๊อปเค้ามานะ แต่ว่าพอได้อ่านดูจริงๆ แล้วมันมีเหตุผลและความหมายมากมายเลยนะสำหรับผม เช่น "ถ้าพ่อแม่คุณ ไม่มีเงินจ่ายยารักษาโรค ไม่มีใครสงสารคุณหรอก" อันนี้ผมว่าจริงครับ และจริงที่สุดด้วย คือไม่ต้อไปมองไกลถึงขนาดยารักษาโรคที่เป็นของจำเป็นขนาดนั้นก็ได้ครับ เอาแค่ว่าถ้าคุณไม่มีตังอ่ะ ใครก็ไม่สงสารคุณหรอกครับ นอกซะจากคนเป็นพ่อเป็นแม่ของคุณจริงๆน่ะ ถ้านอกเหนือจาก 2 คนนี้ผมว่าคงเป็นไปได้ยาก ต่อให้เป็นเพื่อนสักคนนึงที่สนิทกับคุณมากๆ ถ้าถึงเวลาจวนตัวแบบนี้ ผมว่าก็เป็นลำบากใจจริงๆ ที่จะต้องสงสารเค้า ในปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้หรอกครับว่าคุณอยู่ได้โดยไม่เพิ่งเงินน่ะ เรียกได้ว่าเงินเป้นสิ่งจำเป็นมากที่คนเราต้องใช้เพื่อดำรงชีวิต ซึ่งเฮียแจ็คแกก็พูดได้ถูกจริงๆ ในยุคนี้ที่มีแต่การแข่งขันสูง ต่างคนต่างๆอยากมีอยากได้ ซึ่งสุดท้ายผมก็อยากจะบอกว่า ในชีวิตจริงของคนเรานั้น ไม่มีใครสงสารคุณหรอกครับ บางทีอยากจะมีคนซ้ำเติมคุณอยู่ด้วย แล้วคุณควรจะทำยังไงล่ะ แล้วคุณควรจะดำรงชีวิตคุรแบบไหนล่ะครับ !!!
ยังมีเนื้อหาสาระอีกเยอะนะครับ สำหรับชายคนนี้น่าสนใจมาก ลองไปดูตามลิงค์ด้านล่างนะครับ
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)




