TopBar Ads

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประวัติศาสตร์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประวัติศาสตร์ แสดงบทความทั้งหมด

23 มิถุนายน 2556

ที่มาของวันไหว้ครู


     วันครูได้จัดให้มีขึ้นครั้งแรกเมื่อ 16 มกราคม พ.ศ. 2500 สืบเนื่องมาจากการประกาศพระราชบัญญัติครูในราชกิจจานุเบกษา เมื่อ พ.ศ. 2488 ซึ่งระบุให้มีสภาในกระทรวงศึกษาธิการเรียกว่า คุรุสภาเป็นนิติบุคคลให้ครูทุกคนเป็นสมาชิกคุรุสภา โดยมีหน้าที่ในเรื่องของสถาบันวิชาชีพครูในขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่ให้ความ เห็นเรื่องนโยบายการศึกษาและวิชาการศึกษาทั่วไปแก่กระทรวงศึกษาธิการ ควบคุม จรรยาและวินัยของครูรักษาผลประโยชน์ ส่งเสริมฐานะของครู จัดสวัสดิการให้ครูและครอบครัว ได้รับความช่วยเหลือตามสมควร ส่งเสริมความรู้และความสามัคคีของครู
ด้วยเหตุนี้ในทุกปี คุรุสภาจะจัดให้มีการประชุมสามัญคุรุสภาประจำปี เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้แทนครูจากทั่วประเทศแถลงผลงานในรอบปีที่ผ่านมา และชักถามปัญหาข้อข้องใจต่างๆ เกี่ยวกับการดำเนินงานของคุรุสภาโดยมีคณะกรรมการอำนวยการคุรุสภาเป็นผู้ตอบ ข้อสงสัย สถานที่ ในการประชุมสมัยนั้นใช้หอประชุมสามัคยาจารย์ หอประชุมของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และในระยะหลังใช้หอประชุมคุรุสภา
ปี พ.ศ. 2499 ในที่ประชุมสามัญคุรุสภาประจำปี จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีและประธานกรรมการอำนวยการคุรุสภากิตติมศักดิ์ ได้กล่าวคำปราศรัยต่อที่ประชุมครูทั่วประเทศว่า
"ที่อยากเสนอในตอนนี้ก็คือว่า เนื่องจากผู้เป็นครูมีบุญคุณ เป็นผู้ให้แสงสว่างในชีวิตของเราทั้งหลาย ข้าพเจ้าคิดว่าวันครูควรมี สักวันหนึ่งสำหรับให้บรรดาลูกศิษย์ทั้งหลายได้แสดงความเคารพ สักการะต่อบรรดาครูผู้มีพระคุณทั้งหลาย เพราะเหตุว่าสำหรับ คนทั่วไปถ้าถึงวันตรุษ วันสงกรานต์ เราก็นำเอาอัฐิของผู้มีพระคุณบังเกิดเกล้ามาทำบุญ ทำทาน คนที่สองรองลงไปก็คือครูผู้เสียสละ ทั้งหลาย ข้าพเจ้าคิดว่าในโอกาสนี้จะขอฝากที่ประชุมไว้ด้วย ลองปรึกษาหารือกันในหลักการ ทุกคนคงจะไม่ขัดข้อง"
จากแนวความคิดนี้ กอปรกับความเห็นของครูที่แสดงออกทางสื่อมวลชนและอื่นๆ ล้วนเรียกร้องให้มีวันครูเพื่อให้เป็นวันแห่งการรำลึก ถึงความสำคัญของครูในฐานะที่เป็นผู้เสียสละ ประกอบคุณงามความดี เพื่อประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นอันมากในปีเดียวกันที่ประชุมคุรุสภา สามัญประจำปีจึงได้พิจารณาเรื่องนี้และมีมติเห็นควรให้มีวันครูเพื่อเสนอ คณะกรรมการอำนวยการต่อไป โดยได้เสนอหลักการว่า เพื่อจะได้ประกอบพิธีระลึกถึงคุณบูรพาจารย์ ส่งเสริมสามัคคีธรรมระหว่างครูและเพื่อส่งเสริม ความเข้าใจอันดีระหว่างครูกับประชาชน
การจัดงานวันครูได้จัดเป็นครั้งแรกเมื่อ 16 มกราคม พ.ศ. 2500 กระทรวงศึกษาธิการสั่งการให้นักเรียนและครูหยุดในวันดังกล่าวได้ ในส่วนกลางใช้สถานที่ของกรีฑาสถานแห่งชาติเป็นที่จัดงานวันครูนี้ได้กำหนด เป็นหลักการให้มีอนุสรณ์งานวันครูไว้แก่อนุชนรุ่นหลังทุกปี อนุสรณ์ที่สำคัญคือ หนังสือประวัติครู หนังสือที่ระลึกวันครู และสิ่งก่อสร้างเป็นถาวรวัตถุ
การจัดงานวันครูได้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงกิจกรรมให้สอดคล้องกับการเปลี่ยน แปลงของสังคมตลอดเวลา ในปัจจุบันได้จัดรูปแบบ การจัดงานวันครูจะมีกิจกรรม 3 ประเภทหลักดังนี้
  • กิจกรรมทางศาสนา
  • พิธีรำลึกถึงพระคุณบูรพาจารย์ ประกอบด้วยพิธีปฏิญาณตน การกล่าวคำระลึกถึงพระคุณบูรพาจารย์
  • กิจกรรมเพื่อความสามัคคีระหว่างผู้ประกอบอาชีพครู ส่วนมากเป็นการแข่งขันกีฬาหรือการจัดงานรื่นเริงในตอนเย็น

12 เมษายน 2556

ตำนานกางเกงยีน levi's







นายลีวาย สเตราส์ (Levi Strauss) ชาวเยอรมัน เป็นผู้หนึ่งที่ร่วมอยู่ในยุคตื่นทอง เมื่อปี ๕.ศ.1850 ซึ่งทุกคนต่างมุ่งหน้าไปขุดทองที่เหมืองในเมืองซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกา สเตราส์เดินทางไปที่นั่นเช่นกัน เขาไปเพื่อขายของ ซึ่งของที่นำไปขายได้ขายหมดระหว่างทาง เหลือเพียงผ้าเต็นท์เท่านั้น เมื่อไปถึงเหมือง ชาวเหมืองคนหนึ่งบอกให้เขาหากางเกงที่ทนทานมาขายบ้าง เพราะกางเกงคนขุดเหมืองขาดง่าย

คำพูดนี้จุดประกายความคิดให้สเตราส์ทันที เขาจึงนำเอาผ้าเต็นท์มาให้ช่างตัดเป็นเสื้อและกางเกง แล้วนำออกขาย ปรากฏว่าขายดีอย่างนึกไม่ถึงจนผ้าเต็นท์หมดในไม่ช้าสเตราส์จึงสั่งผ้าใบเรือมาตัดเสื้อผ้า ในขณะที่ผ้าเต็นท์ขาดตลาด เขาสั่งผ้าหนาอีกหลายชนิดมาจากนิวยอร์ก และนำมาย้อมเป็นสีน้ำเงินคราม อันเป็นสัญลักษณ์ของเสื้อผ้ากรรมกร

ปี ค.ศ.1860 ช่างตัดเสื้อชื่อ นายจาคอบ เดวิส (Jacob Davis) จากรัฐเนวาดาได้ตอกหมุดตามมุมกระเป๋ากางเกงของคนงานเหมือง เพื่อให้บริเวณนั้นที่มักขาดเสมอแข็งแรงขึ้น สเตราส์นำวิธีการตอกหมุดมาใช้กับกางเกงเสื้อผ้าที่มีเนื้อผ้าหนาของเขาและตั้งชื่อว่า “ลีวาย” (Levi’s) ในวันที่ 20 พฤษภาคม 

ต่อมาในปี 1873 Levi Strauss and Jacob Davis ได้ร่วมจดสิทธิบัตรการตอกหมุดบนกางเกงตามรูปแบบที่ Jacob Davis คิดค้นเพื่อเสริมความคงทนตามรอยต่อของตะเข็บกางเกง และได้ผลิต "Copper-Riveted Waist Overalls" ดังที่ปรากฎในวันที่บนป้ายที่ขอบเอว Patented May 20 1873 และในเวลานั้นเองได้เริ่มเย็บปีกนกเป็นสัญลักษณ์การค้า โดยผืนผ้าแรกเริ่มของ Copper-Riveted Waist Overalls แน่นอนที่สุดต้องเป็น Cotton Duck และ Denim ซึ่งเป็นผืนผ้าที่มีความคงทนสูงมาก ซึ่งในยุคแรกเริ่มของ Copper-Riveted Waist Overalls ผืนผ้าเดนิมที่ Levi เลือกใช้ผลิตโดยโรงงานทอ Amoskeag ที่ New Hampshire โดยผืนผ้าเดนิมที่สั่งมานี้ถูกเรียกว่า "XX" เพื่อสื่อถึงความหนาและคุณภาพของผืนผ้า และในปี 1890 ก็ได้มีการใช้ตัวเลข "501" มากำหนดเป็นหมายเลขชนิดของผืนผ้าเดนิมที่ใช้ซึ่งเป็นการให้กำเนิดชื่อเรียกของกางเกงเดนิมแห่งตำนาน ต่อมาเมื่อคนงานใดๆ หากได้ลองสวมใส่กางเกง Waist Overalls ที่ผลิตจากผืนผ้าเดนิมที่เมื่อยิ่งใช้ไปนานเข้าได้สัมผัสถึงความนุ่มนวลของผ้าเดนิม แต่ยังแฝงไปด้วยความคงทน จึงเริ่มนิยมกางเกงที่ผลิตจากผ้า Denim มากว่าผ้า Cotton Duck ซึ่งมีความแข็งกระด้างกว่ามาก และในที่สุดปี 1911 ทาง Levi ได้เลิกผลิต Overalls ที่ทำจากผ้า Cotton Duck ดังนั้นผืนผ้าเดนิมจึงกลายเป็นผืนผ้าหลักสำหรับกางเกง Overalls ที่ผลิตโดยบ. Levi ต่อมาในปี 1915 ทาง Levi ได้เริ่มสั่งผลิตผืนผ้าเดนิมจากโรงงานทอแห่งใหม่คือ Cone Mills ที่ North Carolina และในปี 1922 ผืนผ้าเดนิมที่ใช้ตัดเย็บทั้งหมดสั่งจาก Cone Mills โดยสำหรับ Levi โรงงานทอแห่งนี้เป็นผู้ให้กำเนิดสัญลักษณ์ของขอบผ้า "Red line"

ต่อมายุค 1930s ในยุคนี้ได้ถือเป็นจุดสำคัญ ที่การเรียกกางเกงเดนิมที่ผลิตจาก Levi ว่า Overalls กำลังจะเปลี่ยนเป็น Jeans ทั้งที่ไม่ได้ผลิตจากผ้า Jean แต่ผลิตจากผืนผ้า Denim โดยเหตุผลที่การเรียกชื่อกางเกง Leviเปลี่ยนไป มาจากสองเหตุหลัก เหตุผลแรกคือ ในดินแดนอเมริกาตะวันตก รูปแบบการใช้งาน overalls ที่ผลิตโดย Levi ได้เปลี่ยนแปลงไป จากกางเกงที่สวมใส่สำหรับทำงานหนัก สำหรับแรงงานกรรมกร ก็ถูกขยายและปรับเปลี่ยนเป็นไว้สวมใส่ทั่วไป คาวบอยในฟาร์มก็สวมใส่กันอย่างแพร่หลาย ในยุคนี้เมื่อคนจากฝั่งอเมริกาตะวันออกหรือจากนิวยอร์ก มาเห็นเข้าและเริ่มนำมาสวมใส่บ้าง จึงเรียกกางเกงที่มีเบลท์หลังที่ผลิตจากผืนผ้าเดนิมสีน้ำเงินนี้ว่า "Jeans" ตามการเรียกที่คุ้นเคย เพราะเห็นว่ากางเกงชนิดนี้รูปแบบการใช้งานไม่ใช่กางเกง Overalls ที่คนในฝั่งอเมริกาตะวันออกจะใช้เรียกกางเกงสำหรับแรงงานสวมใส่อีกต่อไป แต่เห็นว่ากางเกงเบลท์หลังสีน้ำเงินที่เห็นคือกางเกง Jeans ที่คนตะวันออกเอาไว้ใส่เวลาทำงานกลางแจ้งเบาๆ หรือเอาไว้ใส่เวลาท่องเที่ยว เป็นการเรียก Jeans โดยเน้นไปที่รูปแบบการใช้งานโดยไม่สนชนิดของผ้าที่นำมาผลิตเพราะยังไงเมื่อดูผ่านๆจากภายนอกก็ดูเป็นผืนผ้าสีน้ำเงินแบบเดียวกัน เหตุผลที่สองคือ ในยุคนี้ทาง Levi ได้มีผลิตกางเกงสำหรับเด็กโดยใช้ผ้า Denim น้ำหนักเบาและเรียกกางเกงที่ผลิตขึ้นมาใหม่ว่า กางเกง Jeans ที่เรียกเช่นนี้เพราะเรียกตามรูปแบบการใช้งานที่เอาไว้ให้เด็กใส่เล่นซนได้ทั่วไป ไม่ใช่กางเกงทำงาน อย่างไรก็ตามในเวลานี้ กางเกง Lot 501 ผ้า denim น้ำหนักมาตรฐานก็ยังคงถูกคนอเมริการตะวันตกใน San Francisco เรียก overalls อยู่เช่นเดิม

หลังจากนั้นอีกเกือบ 20 ปีเมื่อเด็กๆ ในดินแดนอเมริกาตะวันตกโตขึ้นมาเป็นหนุ่มใหญ่ จึงเรียกกางเกงผ้าหยาบสีน้ำเงินของ Levi ที่ผลิตจากผืนผ้าเดนิมว่า Jeans ตามที่คุ้นชินในการเรียกตั้งแต่เด็ก และในช่วงเวลาเดียวกันเมื่อกางเกง Levi เป็นที่โด่งดังไปทั่วอเมริกา ทาง Levi Strauss & Co. ได้เริ่มส่งสินค้าไปวางขายในเมืองฝั่งอเมริกาตะวันออกและในนิวยอร์ก จึงใช้คำว่า Jeans ในการโฆษณากางเกง เดนิม 501 ทั้งนี้เพื่อสื่อให้ตรงกับความเข้าใจของชาวอเมริกาตะวันออกที่นิยมเรียกกางเกงผ้าฝ้ายสีน้ำเงินที่ผลิตจาก Levi อย่างแพร่หลายว่า Jeans นั่นเอง นี่คือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวต่อไปนี้.......

ล่วงเข้าสู่ปี ค.ศ.2003 ความสำคัญของ Brand Levi’s เปี่ยมด้วยคุณค่าทางประวัติศาสตร์ยีนส์โลก
คือ เป็นการเฉลิมฉลองวาระครบรอบการก่อตั้งบริษัท Levi Strauss & Co. 150 ปี และครบรอบ 130 ปี ที่
Levi Strauss And jakob W David ร่วมกันรังสรรค์สร้างผลิตภัณฑ์ Danim Jeans ขึ้นมาเป็นมรดกของ
โลก สิ่งที่น่าสนใจอีกเรื่องหนึ่งที่นำเสนอในงานนี้คือ มีการค้นพบกางเกงยีนส์ Levi's ตัวหนึ่งที่เหมืองใน
เนวาดา หลังจากตรวจสอบ ลินน์ ดาวนี่ย์ นักประวัติศาสตร์ยีนส์ Levi's แห่งบริษัท Levi's ได้รับการยืนยัน
ว่า นี่แหละคือกางเกงยีนส์เก่าแก่ที่สุดในโลก ผลิตตัดเย็บในปี 1890 บริษัทจึงเปิดให้มีการประมูล พิพิธภัณฑ์
Levi's ได้ประมูลมันกลับมาสู่บ้านเกิด ด้วยราคากว่า 4 หมื่น 6 พันกว่าเหรียญ หรือประมาณ 1.8 ล้านบาท 
สิ่งที่ได้มานั้นแทบไม่น่าเชื่อว่ากางเกงยีนส์ Levi's ที่ผลิตจากผ้าฝ้ายนั้น มันสามารถมีอายุคงทนอยู่ได้เกิน
กว่า 100 ปี นี่คือข้อพิสูจน์อย่างหนึ่งที่ Levi's ภาคภูมิใจนักหนา ว่าเขาคือ "ยีนส์ที่ทนทานทรหดที่สุดใน
โลก"

                     http://board.postjung.com/629586.html

10 เมษายน 2556

การสอบเป็นขุนนางจีนในอดีต กับกลเม็ดกลโกง



ไม้กระดานสองแผ่นที่ผู้เข้าสอบสามารถเปลี่ยนเป็นที่วางเขียนหรือใช้ปูนอน
จากเรื่องสนามสอบแข่งขันเฟ้นหาผู้มีความรู้ความสามารถเข้ารับราชการเป็นขุนนางจีนในอดีตที่มีขึ้นอย่างเป็นทางการในสมัย?ราชวงศ์สุย(ค.ศ.581 - 618) มาพูดต่อในเรื่องของข้อสอบกันบ้าง ซึ่งข้อสอบในสมัยก่อนก็เป็นการสอบแบบทดสอบความจำ ที่ห้ามนำตำราใดๆ ติดตัวเข้าสอบ โดยจะมีทหารคอยจับตาอย่างเข้มงวดตลอดการสอบ ซึ่งการสอบระดับท้องถิ่นในอดีตต้องสอบด้วยกันสามวิชา หนึ่งวิชากินเวลาร่วมสามวันสามคืน รวมแล้วใช้เวลาสอบกัน 9 วัน 7 คืนได้ ดังนั้นผู้เข้าสอบจะอาศัยห้องสอบเป็นที่หลับนอนด้วย
โดยในยุคแรกนั้นวิชาที่ทดสอบยังไม่มีความหลากหลายนัก เป็นเพียงข้อทดสอบเกี่ยวกับหลักการและนโยบายด้านการเมืองการปกครองของประเทศ พอถึงสมัย ราชวงศ์ถัง (ค.ศ.618 - 907) ลักษณะของข้อสอบจึงค่อยมีความหลากหลายรอบด้านมากขึ้นและคล้ายกับในปัจจุบัน คือ นอกจากทดสอบความรู้ในเนื้อหา "อู่จิง" หรือคัมภีร์ทั้งห้าแห่งหลักปรัชญาลัทธิขงจื๊อเป็นสำคัญแล้ว ยังมีคำถามทดสอบความรู้ความสามารถในเรื่องของพระราชกฤษฎีกา การอธิบายความหมายของคำที่กำหนด ความเข้าใจในเรื่องของตัวเลขการคำนวณ เป็นต้น และยังมีลักษณะของคำถามแบบให้เติมคำในช่องว่าง โดยดึงเนื้อหาจากคัมภีร์ทั้งห้าออกมาตั้งเป็นคำถามที่มีการปิดทับข้อความบางส่วนไว้ เพื่อทดสอบความแม่นยำในเนื้อหาของคัมภีร์ของผู้เข้าสอบนั่นเอง




ตำราคัดลอกขนาดจิ๋วเพื่อแอบพกติดตัวเข้าห้องสอบ
โดยในสมัยราชวงศ์ซ่งได้ใช้วิธีการ "พรางตัวตน" และ "คัดลอกใหม่" คือ ปิดทับไม่ให้รู้ถึงข้อมูลส่วนตัว อาทิ ชื่อแซ่ ภูมิลำเนาของผู้เข้าสอบที่เขียนระบุไว้บนกระดาษคำตอบ เปลี่ยนเป็นใส่หมายเลขกำกับไว้แทน และจัดให้มีผู้ทำการคัดลอกคำตอบทั้งหมดใหม่ เพื่อป้องกันผู้ตรวจข้อสอบที่อาจเห็นชื่อแซ่แล้วรู้จักคุ้นเคยหรือมีความสัมพันธ์ทางเครือญาติ และแม้จะปิดบังชื่อแซ่แล้วแต่ก็อาจจำลายมือผู้เข้าสอบได้ ทำให้เกิดมีใจเอนเอียงในระหว่างการตรวจอ่านเพื่อให้คะแนนสอบนั่นเอง ซึ่งต่อมาในสมัยราชวงศ์หยวน หมิงและชิง ก็ได้ยึดถือวิธีการทั้งสองอย่างนี้มาใช้ตามเป็นแนวทางในการตรวจให้คะแนน
แต่ไม่ว่าจะเข้มงวดอย่างไรก็ยังคงมีผู้ที่ไม่นึกหวั่นเกรงเหมือนต้องการจะลองของ สรรหาวิธีโกงการสอบสารพัดรูปแบบมีมานับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยกลโกงในอดีตก็มีทั้งแบบพึ่งตนเองที่แอบจดโพยใส่กระดาษยัดไว้ใต้รองเท้าหรือเขียนบนเสื้อผ้าสวมติดตัวเข้าห้องสอบ หรือพึ่งคนอื่นโดยการให้ผู้อื่นไปสอบแทน รวมถึงพึ่งสัตว์เลี้ยงอย่างนกพิราบ
มีเรื่องเล่าเป็นตัวอย่างขำๆ ว่า มีผู้สอบรายหนึ่งได้เลี้ยงและฝึกให้นกพิราบบินไปหาตนในห้องสอบตอนกลางคืน ซึ่งผู้สอบก็จะแอบจดคำถามใส่กระดาษเล็กๆ ผูกติดไว้ที่ขานกเพื่อให้บินนำกลับไปให้ทางบ้าน ซึ่งทางบ้านก็ได้จ้างผู้รู้มาเขียนคำตอบและให้นกนำส่งกลับมาให้อีกที แต่ด้วยความที่ทางบ้านเกรงว่าผู้สอบจะลอกไม่ครบ จึงเขียนเตือนไว้เล็กๆ ที่ตอนท้ายของหน้าแรกว่า "มีต่อด้านหลัง" คาดไม่ถึงว่าผู้สอบจะลอกข้อความนี้ไปด้วย ผลคือถูกจับได้ในท้ายที่สุด





22 มีนาคม 2556

ปิดตำนาน ไททานิค

          
        เรือโดยสาร "ไททานิค" จัดเป็นเรือโดยสารที่หรูหราประเภทเรือสำราญขนาดใหญ่ที่สุดในโลกในขณะนั้น ออกแบบ สร้างประกอบโดยอู่ต่อเรือของบริษัท Harland and Wolff ประเทศ North Ireland ปล่อยลงน้ำเมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ค.ศ.๑๙๑๑ มีระวางขับน้ำ ๔๖,๓๒๘ ตัน มีเครื่องจักรไอน้ำที่มีกำลังแรงถึง ๔๖.๐๐๐ แรงม้า สามารถทำความเร็วสูงสุดในการเดินทางได้ถึง ๒๔ น็อต โดยมีค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างสูงถึง ๗.๕ ล้านเหรียญสหรัฐฯ การ เดินทางเที่ยวนี้เป็นการเดินทางเที่ยวปฐมฤกษ์ข้ามมหาสมุทแอตแลนติกจากเมืองเซาท์แธมตัน ประเทศอังกฤษไปยังนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา โดยเริ่มถอนสมอออกเดินทางเมื่อวันที่ ๑๑ เมษายน ค.ศ.๑๙๑๒ เวลา ๑๓.๓๐ น. มีผู้โดยสารและพนักงานประจำเรือทั้งสิ้นประมาณ ๒,๒๑๗ คน


          ความใหญ่โตมโหฬารมีรูปลักษณะแข็งแกร่งทนทานมหาศาลนี้ ทำให้บริษัทเจ้าของเรือมีความภาคภูมิใจมากถึงกับขนานนามเรือลำนี้ว่า "Unsinkable Ship หรือ เรือที่ไม่มีวันจม" และชื่อของเรือ "ไททานิค" นั้นก็ได้นำมาจากคำว่า "Titan" ซึ่งเป็นชื่อของอสูรเทพที่ทรงพลัง บุตรของเทพเจ้า Uranus และ Gaia ตามเทพนิยายกรีกโบราณ

         ในระหว่างการเดินทางนับตั้งแต่วันที่ ๑๒ เมษายนฯ เป็นต้นมา เรือ "ไททานิค" ได้รับสัญญาณวิทยุเตือนภัยให้ระวังเรื่องภูเขาและกลุ่มก้อนน้ำแข็งที่ปรากฏลอยอยู่เกลื่อนกลาด ทั่วไปในเส้นทางการเดินทางจากเรือลำอื่นๆ มาโดยตลอด เมื่อคืนวันที่ ๑๔ เมษายนฯ เวลา ๒๒.๓๐ น.พนักงานวิทยุประจำเรือ "คาลิฟอร์เนียน" ซึ่งกำลังติดอยู่ในกลุ่มก้อนน้ำแข็งห่างจากเรือ "ไททานิค" ประมาณ ๑๙ ไมล์ทางเหนือ ได้ส่งสัญญาณเตือนภัยให้แก่เรืออื่นๆ ซึ่งกำลังเดินทางอยู่ในเส้นทางที่ใกล้เคียงให้ระมัดระวังภัยพิบัติที่อาจจะเกิดจากการชนภูเขาน้ำแข็งภายในบริเวณนี้ได้ ขณะที่ กำลังเรียกขานเรือ "ไททานิค" เพื่อแจ้งให้ระมัดระวังเหตุภัยพิบัตินี้เช่นกัน ก็ได้รับสัญญาณตอบกลับมาในลักษณะที่ไม่ค่อยสุภาพว่า "...ให้หยุดเตือนเสียที เพราะสัญญาณเข้าไปรบกวนการทำงาน(ของเขา)กับ Cape Race..." พนักงานวิทยุประจำเรือ "คาลิฟอร์เนียน" จึงเลิกทำการติดต่อ และปิดเครื่องวิทยุเมื่อเวลา ๒๓.๓๐ น. 

          เมื่อเวลาประมาณ ๒๓.๔๐ น. ด้วยความเร็ว ๒๒ น็อตครึ่ง เรือ "ไททานิค" ได้พุ่งเข้าชนภูเขาน้ำแข็งซึ่งมีความสูงพ้นระดับน้ำ ๕๕-๖๐ ฟิต ที่ Longitude 50o 14' W Lattitude 41o 27' N ทำให้ตัวเรือแตกน้ำทะเลไหลท่วมท้นเข้ามาในตัวเรือมีระดับสูงกว่ากระดูกงู ๑๔ ฟิต ภายใน ๑๐ นาที แล้วไหลทะลักเข้าไปสู่ห้องต่างๆ อย่างรวดเร็วเป็นเหตุให้เรือเริ่มอับปาง พนักงานวิทยุประจำเรือฯ ได้ส่งสัญญาณวิทยุแจ้งเหตุร้ายขอความช่วยเหลือไปยังเรือและสถานีฝั่งในอาณาบริเวณ เรือหลายลำที่ได้รับสัญญาณวิทยุขอความช่วยเหลือจากเรือ "ไททานิค" จึงเปลี่ยนเส้นทางมุ่งหน้าไปยังสถานที่เกิดเหตุโดยเร็ว 

          วันที่ ๑๕ เมษายน ค.ศ.๑๙๑๒ เวลา ๐๐.๐๕ น. กัปตันเรือ "ไททานิค" ได้สั่งสละเรือใหญ่ เรือลำนี้ถึงแม้ว่า จะได้เตรียมเรือชูชีพไว้จำนวนมากแต่ก็สามารถจุได้เพียง ๑,๑๗๘ คนในจำนวนผู้โดยสารและพนักงานประจำเรือทั้งหมด ๒,๒๑๗ คน เท่านั้น และถึงแม้ว่า จะมีเรือหลายลำเข้าไปช่วยเหลือได้ในระยะเวลาอันสั้น การอับปางของเรือ "ไททานิค" ครั้งนี้ก็ยังเป็นเหตุโศกนาฏกรรมครั้งยิ่งใหญ่ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากถึง ๑,๕๑๓ คน ในจำนวนนี้มีมหาเศรษฐีอเมริกันรวมอยู่ด้วยถึง ๓ คน คือ John Jacob Astor, Benjamin Gugenheim และ Isidor Straus

          ขอย้อนเล่าถึงความหายนะที่เกิดขึ้นนิดนึง เมื่อตอนที่เรือสำราญสุดหรู ขนาด 46,000 ตัน แล่นชนภูเขาน้ำแข็งนั้น รูทะลุที่เกิดขึ้นไม่ใช่สาเหตุสำคัญ ของการจม แต่เป็นเพราะแผ่นเหล็ก ลำเรือที่ทยอยกันฉีกขาด และทำให้น้ำทะเล ไหลบ่าเข้ามาอย่างรวดเร็ว อันที่จริงไททานิกได้ป้องกันไว้แล้ว โดยสร้างห้องเก็บน้ำเป็นช่องๆ หากน้ำทะลักเข้ามาใน 2 ห้องด้านหน้า หรือแม้แต่ใน 4 ห้องแรกก็ไม่เป็นไร แต่รอยทะลุเกิดขึ้นในห้องที่ 5 จึงต้องอับปางลง

The Grand Staircase
ขณะ ที่จมดิ่งลงมาลึกราว 300 เมตร ลำเรือก็แตกร้าวเป็นสองท่อน ด้านหัวเรือซึ่งยาวกว่าพุ่งนำลงมาก่อน ลากเอาส่วนท้ายตามลงมาในแนวดิ่ง แล้วก็หักหลุดจากกัน ท่อนหัวดำดิ่งพุ่งลิ่วยังกับตอร์ปิโด โครงสร้างและอุปกรณ์ต่างๆ กระจัดกระจายไปทั่ว แล้วหัวเรือก็ปักจมลงไปในโคลนใต้สมุทรลึกประมาณตึก 6 ชั้น และซากส่วนนี้แหละที่คาเมอรอนกับคณะสนใจสำรวจ

เอกลักษณ์อันติดตรึงใจของไททานิกก็คือ บันไดใหญ่หรือแกรนด์สแตร์เคส (The Grand Staircase )ที่ สร้างอย่างอลังการ ด้วยไม้โอ๊คแกะสลักบันไดนี้ทอดยาวจากชั้นดาดฟ้า A จนถึง E รวมหกชั้นด้วยกัน ประดับด้วยราวทองเหลืองและบรอนซ์เป็นมันแวววาว อภิมหาบันไดนี้ เป็นที่สงสัยกันมานานถึงชะตากรรมที่บังเกิดกับมันว่าเป็นฉันใด

Wallace Hartley
คณะสำรวจมุ่งต่อไปยังดาดฟ้าที่ไว้เรือชูชีพ ณ ที่นั้นคือ ฉากสุดยอดแห่งความโกลาหลวุ่นวายที่เกิดขึ้นในระหว่างเรือใกล้จม ที่ นี่มีเสาห้อยเรือบดซึ่งสูงราว 4 เมตร ส่วนเรือบดหรือเรือชูชีพนั้นยาวลำละ 10 เมตร มีอยู่ 4 ลำ ซึ่งผู้โดยสารที่เหลือคงจะรุมล้อมแหงนมองมันอย่างมิรู้จะทำฉันใด

และ ที่ดาดฟ้านี่เอง ที่มีเหตุการณ์อันเหลือเชื่อ นั่นคือ นักดนตรีทั้งหลายแห่ง วงออร์เคสตราได้ร่วมใจ กันขึ้นมาบรรเลงเพลง เพื่อให้ผู้โดยสาร ที่ตื่นตระหนกได้สงบลง เพลงสุดท้ายเป็นเพลงช้าๆ ที่คาดกันว่าชื่อ Nearer My God To Thee ผู้กำกับวงที่มีนามว่า วอลเลซ ฮาร์ทลีย์ ได้รับความยกย่องในสมาธิ และความกล้าหาญที่คุมวงบรรเลง จนหยดสุดท้าย นักดนตรีทั้งหมดเสียชีวิต และได้พบร่างของฮาร์ทลีย์ในภายหลัง เขาได้รับพิธีฝังเยี่ยงวีรบุรุษ