TopBar Ads
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Idol แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Idol แสดงบทความทั้งหมด
25 มิถุนายน 2556
25 มีนาคม 2556
จีจี้ จอมขวัญ กับบทบาทสาวยุคใหม่
จอมขวัญ หรือ จอมขวัญ ลีละพงศ์ประสุต เกิดวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2537 จอมขวัญได้เข้ามาทำงานในวงการบันเทิง ตั้งแต่วัยเด็ก ขณะที่กำลังศึกษาอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ด้วยการเดินแบบ จนถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หลังจากนั้นหยุดพักทั้งงานแสดงละครเวทีและเดินแบบ เมื่อเข้าเรียนในระดับมัธยมศึกษา ได้กลับมาทำงานอีกครั้ง และได้ถ่ายโฆษณาตัวแรกคือ "แดนซ์ โรออน" "ดีพลัส" และ "แบรนด์ ซัมเมอร์แคมป์" โดยที่บุคลากรจากไทยทีวีสีช่อง 3 เห็นจอมขวัญจากงานโฆษณา เลยติดต่อเข้ามาเป็นนักแสดงในสังกัด และให้เล่นละครเรื่องแรกคือเรื่อง "ผยอง" คู่กับ ฐากูร การทิพย์ แสดงไว้เมื่อปลายปี พ.ศ. 2551 แต่ไม่ได้ออกอากาศ โดยในตอนนั้นมีอายุ 14 ปี ปัจจุบัน ได้สมรสกับ นายศักดิ์ นานา หรือ กีกี้ นักแข่งรถชื่อดังของเมืองไทย เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556
"จีจี้" นักแสดงน้องใหม่ด้วยวัยเพียง 18 ปี กับผลงานทางจอแก้วมากมายบทบาทที่เธอได้พิสูขน์ถึงฝีมือความเป็นมืออาชีพของนักแสดงได้ดีและเธอยังคงฉายแววอันโดดเด่นบนเส้นทางบันเทิงได้อีกยาวไกล Euro Tuner จึงไม่พลาดที่จะคว้าตัวเธอมาบอกเล่าเรื่องราวความเป็นมา กว่าจะเป็น "จีจี้" ณ วันนี้...
เข้าสู่วงการบันเทิงได้อย่างไร
"ย้อนกลับไปเมื่อประมาณอายุ 15 ปี ได้ไปแคสติ้ง ผลงานชิ้นแรกคือการถ่ายโฆษณาแดนซ์ โรล์ ออน ต่อด้วย แบรนด์ ชุด ซัมเมอรืแคมป์ นมเปรี้ยวดีพลัสและโชโกบุตสึ ซึ่งทางผู้ใหญ่ของทางช่อง 3 ได้เห็นผลงานของเราก็เลยเรียกมาเซ็นสัญญาเป็นนักแสดงของทางช่อง ผลงานละครเรื่องแรกที่เล่น คือ ผยอง ได้เรียนประสบการณ์ใหม่ๆ มากมาย เพราะตอนเด็กๆ ก็เคยผ่านแค่งานละครเวที
มุมมองสำหลับสาวยุคใหม่ มีความคิดเห็นอย่างไร
"คิดว่าสาว ๆ สมัยนี้มีความสามารถในการทำงาน เก่งในการคิด การตัดสินใจไม่แพ้ผู้ชายเลย เพราะผู้หญิงมีความสามารถละเอียดอ่อน รอบคอบกว่าแน่นอน บางทีเราอาจจะมองมุมที่ต่างออกไปได้มากกว่า"
ถ้าคิดว่าบุคลิกของตัวเองเปรียบเทียบได้กับรถยนต์อะไร
"เป็นผู้หญิงที่ไม่ค่อยหวานซักเท่าไหร่ ชอบทำอะไรที่ตื่นเต้น คิดและแอคทีฟตลอดเวลา เลยติดว่าตัวเองคงเป็นเหมือนรถพวกที่ลุยได้ทุกที่ บทจะดูดีก็ดูดีได้ เป็นรถที่ใช้งานได้ทุกสถานการณ์ คือสามารถปรับตัวได้ สามารถทำอะไรอย่างที่ผู้ชายเค้าทำได้เช่นกันค่ะ แต่รถที่ใช้อยู่ตอนนี้ก็เป็น Fiat Abarth 695 Tributo Ferrari คันเล็กๆ แต่แรงค่ะ
สำหรับความชื่นชอบเรื่องรถยนต์
"ด้วยความที่พี่ชายเป็นคนชอบรถยนต์ตั้งแต่เห็นเด็กๆ ก็พอที่จะมีความชอบอยู่บ่้าง ประกอบกับตอนนี้ทำงานให้ OPT Motorsport ก็ค่อนข้างเกี่ยวกับเรื่องแข่งรถโดยตรง เคยคิดอยากจะแข่งแต่ปัญหาคือไม่สามารถขับเกียร์ธรรมดาได้ เลยขอพักไว้ก่อนดีกว่า เพราะอยากทำหน้าที่ ที่ทำอยู่ให้เต็มที่ก่อนค่ะ"
ถ้ามีโอกาสใน 1 วัน ที่อยาก จะทำอะไรก็ได้ คุณจะทำอะไร
"คงอยากไปที่มีถนนสวยๆ ตามต่างประเทศมีรถยนต์ดีๆ ขับซักคัน แต่ตอนนั้น จีจี้ต้องขับรถเก่งๆ ด้วยนะคะ ขับไปตามถนนขับไปเรื่อยๆ เร็วบ้างช้าบ้างสลับกันไปเพราะการขับรถชมวิวทิวทัศน์ข้างทางแค่นี้ก็มีความสุขแล้วค่ะ"
มีความรู้สึกอย่างไรกับวงการบันเทิง
"ก็เป็นอะไรที่น่าสนใจและเราได้เข้ามาลองสัมผัสแล้ว และมันก็มีอะไรหลายๆอย่างที่เราไม่เคยรู้ หรือเป็นอย่างที่คิดเอาไว้ เราก็ต้องปรับตัวและเรียนรู้ในวงการบันเทิงนี้ให้ได้ค่ะ"
ผลงงานที่ผ่านมา มีอะไรบ้าง รวมถึงผลงานล่าสุด
"เรื่องแรก คือ ผยอง ต่อมาก็เป็น สืบสวนป่วนรัก สืบสวนป่วนกำลัง 3 หอ หึ หึ และสองผู้ยิ่งใหญ่ เป็นดารารับเชิญในซี่รี่ส์มหาชนชาวแฟลต ส่วนตอนนี้พักงานในวงการแล้วค่ะ มุ่งกับการเรียนอย่างเดียวค่ะ"
นอกจากการเป็นนักแสดงแล้วได้ทำอะไรนอกเหนือจากนนี้หรือไม่
"เป็นช่างภาพให้กับทีม RED BULL TEAM THAILAND รวมถึง ครีเอทีฟ-ดีไซเนอร์และ IT Manager ให้กับ OPT Motorsport ค่ะ"
วางอนาคตการแสดงไว้อย่างไร
"คิดว่าอิ่มตัวแล้วค่ะ เราได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่างในระดับหนึ่งแล้ว พอแล้ว จี้เองรู้สึกชอบงานด้านเบื้องหลังมากกว่าด้วย"
"จีจี้" นักแสดงน้องใหม่ด้วยวัยเพียง 18 ปี กับผลงานทางจอแก้วมากมายบทบาทที่เธอได้พิสูขน์ถึงฝีมือความเป็นมืออาชีพของนักแสดงได้ดีและเธอยังคงฉายแววอันโดดเด่นบนเส้นทางบันเทิงได้อีกยาวไกล Euro Tuner จึงไม่พลาดที่จะคว้าตัวเธอมาบอกเล่าเรื่องราวความเป็นมา กว่าจะเป็น "จีจี้" ณ วันนี้...
เข้าสู่วงการบันเทิงได้อย่างไร
"ย้อนกลับไปเมื่อประมาณอายุ 15 ปี ได้ไปแคสติ้ง ผลงานชิ้นแรกคือการถ่ายโฆษณาแดนซ์ โรล์ ออน ต่อด้วย แบรนด์ ชุด ซัมเมอรืแคมป์ นมเปรี้ยวดีพลัสและโชโกบุตสึ ซึ่งทางผู้ใหญ่ของทางช่อง 3 ได้เห็นผลงานของเราก็เลยเรียกมาเซ็นสัญญาเป็นนักแสดงของทางช่อง ผลงานละครเรื่องแรกที่เล่น คือ ผยอง ได้เรียนประสบการณ์ใหม่ๆ มากมาย เพราะตอนเด็กๆ ก็เคยผ่านแค่งานละครเวที
มุมมองสำหลับสาวยุคใหม่ มีความคิดเห็นอย่างไร
"คิดว่าสาว ๆ สมัยนี้มีความสามารถในการทำงาน เก่งในการคิด การตัดสินใจไม่แพ้ผู้ชายเลย เพราะผู้หญิงมีความสามารถละเอียดอ่อน รอบคอบกว่าแน่นอน บางทีเราอาจจะมองมุมที่ต่างออกไปได้มากกว่า"
ถ้าคิดว่าบุคลิกของตัวเองเปรียบเทียบได้กับรถยนต์อะไร
"เป็นผู้หญิงที่ไม่ค่อยหวานซักเท่าไหร่ ชอบทำอะไรที่ตื่นเต้น คิดและแอคทีฟตลอดเวลา เลยติดว่าตัวเองคงเป็นเหมือนรถพวกที่ลุยได้ทุกที่ บทจะดูดีก็ดูดีได้ เป็นรถที่ใช้งานได้ทุกสถานการณ์ คือสามารถปรับตัวได้ สามารถทำอะไรอย่างที่ผู้ชายเค้าทำได้เช่นกันค่ะ แต่รถที่ใช้อยู่ตอนนี้ก็เป็น Fiat Abarth 695 Tributo Ferrari คันเล็กๆ แต่แรงค่ะ
สำหรับความชื่นชอบเรื่องรถยนต์
"ด้วยความที่พี่ชายเป็นคนชอบรถยนต์ตั้งแต่เห็นเด็กๆ ก็พอที่จะมีความชอบอยู่บ่้าง ประกอบกับตอนนี้ทำงานให้ OPT Motorsport ก็ค่อนข้างเกี่ยวกับเรื่องแข่งรถโดยตรง เคยคิดอยากจะแข่งแต่ปัญหาคือไม่สามารถขับเกียร์ธรรมดาได้ เลยขอพักไว้ก่อนดีกว่า เพราะอยากทำหน้าที่ ที่ทำอยู่ให้เต็มที่ก่อนค่ะ"
ถ้ามีโอกาสใน 1 วัน ที่อยาก จะทำอะไรก็ได้ คุณจะทำอะไร
"คงอยากไปที่มีถนนสวยๆ ตามต่างประเทศมีรถยนต์ดีๆ ขับซักคัน แต่ตอนนั้น จีจี้ต้องขับรถเก่งๆ ด้วยนะคะ ขับไปตามถนนขับไปเรื่อยๆ เร็วบ้างช้าบ้างสลับกันไปเพราะการขับรถชมวิวทิวทัศน์ข้างทางแค่นี้ก็มีความสุขแล้วค่ะ"
มีความรู้สึกอย่างไรกับวงการบันเทิง
"ก็เป็นอะไรที่น่าสนใจและเราได้เข้ามาลองสัมผัสแล้ว และมันก็มีอะไรหลายๆอย่างที่เราไม่เคยรู้ หรือเป็นอย่างที่คิดเอาไว้ เราก็ต้องปรับตัวและเรียนรู้ในวงการบันเทิงนี้ให้ได้ค่ะ"
ผลงงานที่ผ่านมา มีอะไรบ้าง รวมถึงผลงานล่าสุด
"เรื่องแรก คือ ผยอง ต่อมาก็เป็น สืบสวนป่วนรัก สืบสวนป่วนกำลัง 3 หอ หึ หึ และสองผู้ยิ่งใหญ่ เป็นดารารับเชิญในซี่รี่ส์มหาชนชาวแฟลต ส่วนตอนนี้พักงานในวงการแล้วค่ะ มุ่งกับการเรียนอย่างเดียวค่ะ"
นอกจากการเป็นนักแสดงแล้วได้ทำอะไรนอกเหนือจากนนี้หรือไม่
"เป็นช่างภาพให้กับทีม RED BULL TEAM THAILAND รวมถึง ครีเอทีฟ-ดีไซเนอร์และ IT Manager ให้กับ OPT Motorsport ค่ะ"
วางอนาคตการแสดงไว้อย่างไร
"คิดว่าอิ่มตัวแล้วค่ะ เราได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่างในระดับหนึ่งแล้ว พอแล้ว จี้เองรู้สึกชอบงานด้านเบื้องหลังมากกว่าด้วย"
24 มีนาคม 2556
นักร้องสาวเสียงใส Maddi Jane
ประวัติ
Maddi Jane เธอเป็นเด็กสาวอายุ 13 ปี เกิดวันที่ 4 กันยายน ค.ศ.1998
เธอชืนชอบในการร้องเพลงเป็นอย่างยิ่ง และตอนนี้เธอเป็นนักร้องที่รู้จักกันใน Youtube ที่มีผู้คนนับล้านค่อยติดตามเธอคนนี้อย่องใจจดใจจ่อ ! หลังจากที่เธอรู้ตัวเองว่า เธอรักในการร้องเพลงและต้องการที่จะเป็นนักร้องที่มีชื่อเสียง เธอเลยเริ่มจากการ cover เพลงต่างๆของศิลปินดังๆ ซึ่งเธอไม่รู้เลยว่าผู้คนที่เข้ามาฟังเพลงของเธอนั้น จะชืนชอบในการร้องเพลงของเธอหรือไม่ แต่อย่างน้อยเธอก็ได้ทำสิ่งที่เธอรักไปแล้ว. เวลาผ่านไป คนนับล้านต่างพากันชืนชอบบทเพลงและเสียงอันไพเราะของเธอเป็นอย่างยิ่ง เธอจึงเริ่มที่จะมีชื่อเสียงใจวงการ youtube เป็นอย่างยิ่ง และตอนนี้เธอกลายเป็นศิลปินตัวจริงแล้ว ถึงเพลงของเธอเองจะยังไม่ค่อยโดงดังนัก แต่ชื่อของเธอทำให้ใครๆหลายคนต้องพูดเป็นเสียงเดี่ยวกันว่า "ผมเอง ก็รู้จักเธอคนนี้ Maddi Jane " !!
เพลงนี้น่าจะเป็นที่รู้จักกันดี สำหรับ Maddi jane
Credit by : http://www.dek-d.com/board/view.php?id=2347191
22 มีนาคม 2556
ประวัติ นิชคุณ
นิชคุณ หรเวชกุล (ชื่อเล่น คุณ) นักร้องชาวไทย สัญชาติอเมริกัน เป็นหนึ่งในสมาชิกในหกคน ของวงดนตรีเกาหลีใต้ "ทูพีเอ็ม" สังกัดเจวายพีเอ็นเตอร์เทนเมนท์นอกจากนั้น ยังเป็นพิธีกรในหลายรายการโทรทัศน์ของเกาหลีใต้
ประวัติ
นิชคุณเกิดเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2531 ที่เมืองแรนโค คูคามอนกา (Rancho Cucamonga) รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา มีพี่ชาย 1 คน ศึกษาในคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาคอมพิวเตอร์ ของมหาวิทยาลัยแห่งแคลิฟอร์เนียริเวอร์ไซด์ และน้องสาวอีก 2 คนคือ นิธิกานต์ (ชื่อเล่น: ญาณิน) ขณะนี้จบการศึกษาแล้วจากคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร กับณัฐจารี หรเวชกุล (ชื่อเล่น: เชอรีน) ผู้เข้าประกวดในรายการ[เดอะสตาร์ ค้นฟ้าคว้าดาว ปี 9]] ซึ่งกำลังศึกษาในระดับมัธยม ที่โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สตรีวิทยา พุทธมณฑล
เมื่ออายุได้ 1 ปี ครึ่ง นิชคุณย้ายกลับมาประเทศไทยพร้อมครอบครัว โดยในช่วงแรกนิชคุณพักอาศัยอยู่ที่บ้านในซอยจรัญสนิทวงศ์ 37 และศึกษาระดับชั้นอนุบาลถึงประถมศึกษาปีที่ 4 ณ โรงเรียนเทพกาญจนา ซึ่งตั้งอยู่ย่านพรานนก ในระหว่างที่ศึกษาอยู่นั้นนิชคุณได้รับรางวัลนักเรียนสุขภาพฟันดีเสมอมา ในช่วงที่ศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 นิชคุณและครอบครัวย้ายไปพักอยู่ที่บ้านย่านถนนพุทธมณฑลสาย 3 นิชคุณจึงต้องย้ายไปศึกษา ณ โรงเรียนแห่งใหม่ คือ โรงเรียนตั้งพิรุฬห์ธรรม จนสำเร็จการศึกษาระดับประถมศึกษา หลังจากนั้นได้เข้าศึกษาต่อระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ณ โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สตรีวิทยา พุทธมณฑล หลังจากสำเร็จชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น นิชคุณย้ายไปศึกษาที่ประเทศนิวซีแลนด์ ณ โรงเรียนแห่งหนึ่งซึ่งดำเนินการสอนแบบคาทอลิก และมีอายุเก่าแก่กว่า 150 ปี โดยในช่วงแรก นิชคุณพักอาศัยอยู่กับพี่ชายซึ่งศึกษาอยู่ใน นิวซีแลนด์ด้วยเช่นกัน แต่ภายหลังพี่ชายย้ายไปศึกษาต่อใน สหรัฐอเมริกา เป็นเหตุให้นิชคุณรู้สึกเหงา คิดถึงบ้านเป็นอย่างมาก และโทรติดต่อกับครอบครัวในประเทศไทยอยู่บ่อยครั้ง แต่ในที่สุดก็สามารถปรับตัวกับการอยู่เพียงลำพังคนเดียวได้
ในขณะที่นิชคุณอายุได้ 12 ปี และสำเร็จการศึกษาหลักสูตรภาษาอังกฤษโดยใช้เวลาศึกษาประมาณ 1 ปีครึ่ง ในประเทศนิวซีแลนด์ ป้าของนิชคุณซึ่งมีถิ่นพำนักอยู่ในสหรัฐอเมริกาแจ้งให้ครอบครัวของนิชคุณทราบว่ามีห้องพักว่างและหากนิชคุณต้องการที่จะย้ายมาศึกษาที่สหรัฐอเมริกา ก็สามารถมาพักอาศัยอยู่ด้วยได้ นิชคุณจึงตัดสินใจย้ายมาศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกา ในเมืองเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในรัฐ แคลิฟอร์เนีย โดยเริ่มศึกษาในระดับ (เกรด) 9 ในช่วงแรกของการศึกษา ผลการศึกษาของนิชคุณ (คะแนนเฉลี่ย) อยู่ที่ประมาณ 3.8-3.9 แต่ในภายหลัง คะแนนเฉลี่ยลดลงเหลือ 3.7 เนื่องจากทุ่มเทเวลาให้กับการเรียนน้อยลงแต่ให้กับเพื่อนๆ มากขึ้น เมื่อศึกษาไปได้ระยะหนึ่ง นิชคุณย้ายไปศึกษาต่อ ณ โรงเรียนมัธยม Los Osos ในลอสแอนเจลิส ซึ่งเป็นโรงเรียนที่เพิ่งเปิดใหม่ ตั้งอยู่ใกล้บ้านพัก พี่ชายของนิชคุณต้องการให้นิชคุณย้ายมาศึกษาในโรงเรียนแห่งใหม่นี้ เนื่องจากเห็นว่าโรงเรียนเก่ามีสภาพแวดล้อมไม่ค่อยดีนักและไม่ปลอดภัย ในขณะที่โรงเรียนแห่งใหม่มีขนาดใหญ่กว่า และสภาพแวดล้อมดีกว่า แม้ว่านิชคุณจะค่อนข้างอิดออดเนื่องจากความคุ้นเคยกับโรงเรียนเก่าและเพื่อนๆ แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจย้ายโรงเรียน ภายหลังจากที่ปรับตัวเข้าการเรียนในโรงเรียนแห่งใหม่และรู้จักเพื่อนมากขึ้น ผลการเรียนของนิขคุณต่ำลงเล็กน้อย คะแนนเฉลี่ยลดลงเหลือ 3.4 อย่างไรก็ตาม ช่วงที่ศึกษาระดับมัธยมใน สหรัฐอเมริกา นิชคุณเป็นที่รู้จักของบรรดานักเรียนในโรงเรียน และเป็นแบบอย่างในด้านการแต่งตัว มีนักเรียนจำนวนมากที่แต่งตัวเลียนแบบนิชคุณ นิชคุณสามารถเปียโน และพูดได้ 4 ภาษาคือภาษาไทย ภาษาจีน ภาษาอังกฤษ ภาษาเกาหลี
การทำงาน
ในปี พ.ศ. 2548 ขณะที่ศึกษาที่สหรัฐอเมริกา เพื่อนชาวเกาหลีชวนไปเที่ยวงานเทศกาลดนตรีเกาหลี (Korean Music Festival) ในเมืองลอสแอนเจลิส ซึ่งในวันนั้นบริษัทเจวายพี ซึ่งเป็นบริษัทตัวแทนในฮอลลีวูดกำลังหาคนมาออดิชั่นอยู่ จึงมีคนเข้ามาชักชวน และยังมีบริษัทพีเจ ซึ่งเป็นบริษัททำเพลงเช่นกันก็เข้ามาชวนเช่นกัน ในระหว่างที่ทั้งสองฝั่งคุยกันว่าใครมาก่อนมาหลัง นิชคุณก็เดินออกมา แต่ก็ให้เบอร์โทรศัพท์กับทั้ง 2 ซึ่งในวันรุ่งขึ้นบริษัทพีเจโทรมาก่อน แต่นิชคุณบอกไปว่ายังไม่สนใจ ในวันเดียวกันบริษัทเจวายพีก็โทรมา บอกว่าเป็นบริษัทที่เรนสังกัดอยู่ จึงสนใจขึ้นมาหน่อย ตื๊ออยู่นานจึงตกลงจะไปออดิชั่นให้ โดยนัดกันเจอที่ร้านสตาร์บัคส์ ซึ่งมีการตั้งกล้องหน้าร้าน นิชคุณร้องเพลง "All Or Nothing" ของวงโอทาวน์ จากนั้นก็เต้น จนคนในร้านมองกันทั้งร้าน หลังจากนั้นผ่านไป 2 อาทิตย์ก็โทรกลับมา โดยบริษัทชวนมาอยู่เกาหลี โดยจะจัดการเรื่องทุกอย่างให้ ถือเป็นเด็กไทยคนแรกและคนเดียวที่ผ่านการออดิชั่น และเป็นเพียงคนเดียวเท่านั้น ที่สามารถทำการออดิชั่นผ่านจากผู้เข้าออดิชั่นทั้งหมด 11 ประเทศทั่วโลก
ปี 2549 นิชคุณได้เป็นนักแสดงหน้าใหม่ในสังกัดของ เจวายพี เอนเตอร์เทนเมนต์ ซึ่งในขณะนั้นมีนักร้องนักแสดงดังอย่าง เรน อยู่ในสังกัดนี้ด้วย ซึ่งเซ็นสัญญาเป็นระยะเวลา 8 ปี โดยได้เปิดตัวงานแรกจากสังกัดเจวายพี กับการรับหน้าที่เป็นพิธีกรให้กับรายการ Super Star Survival ที่จัดขึ้นที่ประเทศไทย เป็นรายการเรียลลิตี้หลังจากนั้นบินไปเกาหลี ดูการทำงานของบริษัท ดูการฝึกซ้อม เป็นเวลา 1 อาทิตย์ แล้วกลับเมืองไทยอีก 2 อาทิตย์ ถ่ายทำรายการที่สยามสแควร์ เริ่มมีคนมาขอถ่ายรูป เริ่มมีนักข่าว หนังสือแนวเกาหลีขอสัมภาษณ์ ทำให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น จึงกลับไปเรียนที่สหรัฐอเมริกา แต่เกิดปัญหาเรื่องส่งหนังสือลาไม่ถึง ทำให้ถูกปรับตก ไม่ได้จบแบบเต็มตัวแต่จบแบบ Diploma
Credit by : http://th.wikipedia.org
20 มีนาคม 2556
ที่มาของ Facebook
Facebook เป็นเว็บไซต์ประเภท Social Media Website หรือ เว็บสังคมออนไลน์รุ่นใหม่
Facebook คืออะไร
Facebook คือ บริการบนอินเทอร์เน็ตบริการหนึ่ง ที่จะทำให้ผู้ใช้สามารถติดต่อสื่อสารและร่วมทำกิจกรรมใดกิจกรรม หนึ่งหรือหลายๆ กิจกรรมกับผู้ใช้ Facebook คนอื่นๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งประเด็นถามตอบในเรื่องที่สนใจ โพสต์รูปภาพ โพสต์คลิปวิดีโอ เขียนบทความหรือบล็อก แชทคุยกันแบบสดๆ เล่นเกมส์แบบเป็นกลุ่ม (เป็นที่นิยมกันอย่างมาก) และยังสามารถทำกิจกรรมอื่นๆ ผ่านแอพลิเคชั่นเสริม (Applications) ที่มีอยู่อย่างมากมาย ซึ่งแอพลิเคชั่นดังกล่าวได้ถูกพัฒนาเข้ามาเพิ่ม เติมอยู่เรื่อยๆ
Facebook เป็น social network ที่ได้รับความนิยมอีกแห่งหนึ่งในโลก ซึ่งถ้าในต่างประเทศ ความยิ่งใหญ่ของ facebook มีมากกว่า Hi5 เสียอีก แต่ในประเทศไทยของเรา Hi5 ยังครองความเป็นเจ้าในด้าน social network ในหมู่คนไทย
ประวัติความเป็นมาของ facebook
Mark Zuckerburg ได้เปิดตัวเว็บไซต์ facebook เมื่อปี 2548
เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ปี พุทธศักราช 2548 Mark Zuckerburg ได้เปิดตัวเว็บไซต์ facebook ซึ่งเป็นเว็บประเภท social network ซึ่งตอนนั้น เปิดให้เข้าใช้เฉพาะนักศึกษาของมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ดเท่านั้น และเว็บนี้ก็ดังขึ้นมาในชั่วพริบตา เพียงเปิดตัวได้สองสัปดาห์ ครึ่งหนึ่งของนักศึกษาที่เรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด ก็สมัครเป็นสมาชิก facebook เพื่อเข้าใช้งานกันอย่างล้นหลาม และเมื่อทราบข่าวนี้ มหาวิทยาลัยอื่นๆ ในเขตบอสตั้นก็เริ่มมีความต้องการ และอยากขอเข้าใช้งาน facebook บ้างเหมือนกัน มาร์คจึงได้ชักชวนเพื่อของเค้าที่ชื่อ Dustin Moskowitz และ Christ Hughes เพื่อช่วยกันสร้าง facebook และเพียงระยะเวลา 4 เดือนหลังจากนั้น facebook จึงได้เพิ่มรายชื่อและสมาชิกของมหาวิทยาลัยอีก 30 กว่าแห่ง
Facebook คืออะไร ประวัติ Facebook
ไอเดีย เริ่มแรกในการตั้งชื่อ facebook นั้นมาจากโรงเรียนเก่าในระดับมัธยมปลายของมาร์ค ที่ชื่อฟิลิปส์ เอ็กเซเตอร์ อะคาเดมี่ โดยที่โรงเรียนนี้ จะมีหนังสืออยู่หนึ่งเล่มที่ชื่อว่า The Exeter Face Book ซึ่งจะส่งต่อ ๆ กันไปให้นักเรียนคนอื่น ๆ ได้รู้จักเพื่อน ๆ ในชั้นเรียน ซึ่ง face book นี้จริงๆ แล้วก็เป็นหนังสือเล่มหนึ่งเท่านั้น จนเมื่อวันหนึ่ง มาร์คได้เปลี่ยนแปลงและนำมันเข้าสู่โลกของอินเทอร์เน็ต
คำว่า Facebook มาจากหนังสือเล่มที่ชื่อว่า The Exeter Face Book
เมื่อประสบความสำเร็จขนาดนี้ ทั้งมาร์ค ดัสติน และ ฮิวจ์ ได้ย้ายออกไปที่ Palo Alto ในช่วงฤดูร้อนและไปขอแบ่งเช่า อพาร์ทเมนท์ แห่งหนึ่ง หลังจากนั้นสองสัปดาห์ มาร์คได้เข้าไปคุยกับ ชอน ปาร์คเกอร์ (Sean Parker) หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Napster จากนั้นไม่นาน ปาร์คเกอร์ก็ย้ายเข้ามาร่วมทำงานกับมาร์คในอพาร์ตเมนท์ โดยปาร์คเกอร์ได้ช่วยแนะนำให้รู้จักกับนักลงทุนรายแรก ซึ่งก็คือ ปีเตอร์ ธีล (Peter Thiel) หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Paypal และผู้บริหารของ The Founders Fund โดยปีเตอร์ได้ลงทุนใน facebook เป็นจำนวนเงิน 500,000 เหรียญสหรัฐฯ
ด้วยจำนวนสมาชิกหลายล้านคน ทำให้บริษัทหลายแห่งสนใจในตัว facebook โดย friendster พยายามที่จะขอซื้อ facebook เป็นเงิน 10 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในกลางปีพ.ศ. 2548 แต่ facebook ปฎิเสธข้อเสนอไป และได้รับเงินทุนเพิ่มเติมจาก Accel Partners เป็นจำนวนอีก 12.4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในตอนนั้น facebook มีมูลค่าจากการประเมินอยู่ที่ประมาณ 100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
Facebook ยังมีการเติบโตอยู่ตลอดเวลา
Facebook คืออะไร
facebook ยังเติบโตต่อไป จนถึงเดือนกันยายนปีพ.ศ. 2549 ก็ได้เปิดในโรงเรียนในระดับมัธยมปลาย เข้าร่วมใช้งานได้ และในเดือนถัดมา facebook ได้เพิ่มฟังค์ชั่นใหม่ โดยสามารถให้สมาชิก เอารูปภาพมาแบ่งปันกันได้ ซึ่งฟังชั่นนี้ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม ในฤถูใบไม้ผลิ facebook ได้รับเงินจากการลงทุนเพิ่มอีกของ Greylock Partners, Meritech Capital พร้อมกับนักลงทุนชุดแรกคือ Accel Partners และ ปีเตอร์ ธีล เป็นจำนวนเงินถึง 25 ล้านเหรียญสหรัฐ
โดยมูลค่าการประเมินมูลค่าในตอนนั้นเป็น 525 ล้านเหรียญ หลังจากนั้น facebook ได้เปิดให้องค์กรธุรกิจหรือบริษัทต่าง ๆ ให้สามารถเข้าใช้งาน facebook และสร้าง network ต่าง ๆ ได้ ซึ่งในที่สุดก็องค์กรธุรกิจกว่า 20,000 แห่งได้เข้ามาใช้งาน และสุดท้ายในปีพ.ศ. 2550 facebook ก็ได้เปิดให้ทุกคนที่มีอีเมล์ ได้เข้าใช้งาน ซึ่งเป็นยุคที่คนทั่วไป ไม่ว่าเป็นใครก็สามารถเข้าไปใช้งาน facebook ได้เพียงแค่คุณมีอีเมล์เท่านั้น
ในช่วงฤดูร้อนปี 2550 ครั้งนั้น Yahoo พยายามที่จะขอซื้อ facebook ด้วยวงเงินจำนวน 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยมีรายงานว่ามาร์คได้ทำการตกลงกันด้วยวาจาไปแล้วด้วยว่า จะยอมขาย facebook ให้กับ Yahoo และเพียงแค่สองสามวันถัดมา หุ้นของ Yahoo ก็ได้พุ่งขึ้นสูงเลยทีเดียว แต่ว่าข้อเสนอซื้อได้ถูกต่อรองเหลือเพียงแค่ 800 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ทำให้มาร์คปฎิเสธข้อเสนอนั้นทันที ภายหลังต่อมา ทาง Yahoo ได้ลองเสนอขึ้นไปที่ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ อีกครั้ง คราวนี้มาร์คปฎิเสธ Yahoo ทันที และได้รับชื่อเสียงในทางไม่ดีว่า ทำธุรกิจเป็นเด็กๆ ไปในทันที นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มาร์คปฎิเสธขอเสนอซื้อบริษัท เพราะเคยมีบริษัท Viacom ได้เคยลองเสนอซื้อ facebook ด้วยวงเงิน 750 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และถูกปฎิเสธไปแล้วในเดือนมีนาคมปี 2550
มีข่าวอีกกระแสหนึ่งที่ไม่ ค่อยดีสำหรับ facebook ที่ได้มีการโต้เถียงกันอย่างหนัก กับ Social Network ที่ชื่อ ConnectU โดยผู้ก่อตั้ง ConnectU ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนกับมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์กที่ฮาเวิร์ด ได้กล่าวหาว่ามาร์คได้ขโมยตัว source code สำหรับ facebook ไปจากตน โดยกรณีนี้ได้มีเรื่องมีราวไปถึงชั้นศาล และตอนนี้ได้แก้ไขข้อพิพาทกันไปเรียบร้อยแล้ว
โลโก้ social network ต่างๆ
ถึงแม้ว่าจะมีข้อพิพาท อย่างนี้เกิดขึ้น การเติบโตของ facebook ก็ยังขับเคลื่อนต่อไป ในฤดูใบไม่ร่วงปี 2551 facebook มีสมาชิกที่มาสมัครใหม่มากกว่า 1 ล้านคนต่อสัปดาห์ โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่วันละ 200,000 คน ซึ่งรวมกันแล้วทำให้ facebook มีสมาชิกมากถึง 50 ล้านคน โดย facebook มียอดผู้เข้าชมเฉลี่ยอยู่ที่ 40,000 ล้านเพจวิวต่อเดือน จากวันแรกที่ facebook เป็น social network ของนักศึกษามหาวิทยาลัย จนวันนี้ สมาชิกของ facebook 11% มีอายุมากกว่า 35 ปี และสมาชิกที่มีอายุมากกว่า 30 ปีก็เข้ามาสมัครใช้ facebook กันเยอะมาก นอกเหนือจากนี้ facebook ยังเติบโตอย่างยิ่งใหญ่ในตลาดต่างประเทศอีกด้วย โดย 15% ของสมาชิก เป็นคนที่อยู่ในประเทศแคนาดา ซึ่งมีรายงานออกมาด้วยว่า ค่าเฉลี่ยของสมาชิกที่มาใช้งาน facebook นั้นอยู่ที่ 19 นาทีต่อวันต่อคน โดย facebook ถือได้ว่าเป็นเว็บไซต์ที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดเป็นอันดับ 6 ของสหรัฐอเมริกาและเป็นเว็บไซต์ที่มีผู้อัพโหลดรูปภาพสูงที่สุดด้วยจำนวน 4 หมื่นหนึ่งพันล้านรูป
จากจำนวนสถิติเหล่านี้ ไมโครซอฟต์ได้ร่วมลงทุนใน facebook เป็นจำนวนเงิน 240 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อแลกกับหุ้นจำนวน 1.6 % ในเดือนตุลาคม 2551 ทำให้มูลค่ารวมของ facebook มีมากกว่า 15,000 ล้านบาท และทำให้ facebook เป็นบริษัทอินเทอร์เน็ตที่มีมูลค่าสูงเป็นอันดับ 5 ในหมู่บริษัทอินเทอร์เน็ตในสหรัฐอเมริกา ด้วยมูลค่ารายรับต่อปีเพียงแค่ 150 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หลายฝ่ายได้อธิบายว่า การตัดสินใจของไมโครซอฟต์ในครั้งนี้ทำเพียงเพื่อที่จะเอาชนะ Google ซึ่งเป็นคู่แข่งขันที่จะขอซื้อ facebook ในครั้งเดียวกันนั้น คู่แข่งของ facebook ก็คือ MySpace, Bebo, Friendster, LinkedIn, Tagged, Hi5, Piczo, และ Open Social
Credit by : http://www.dmc.tv
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)






















