TopBar Ads

30 มกราคม 2558

การทักทายตามวัฒนธรรมต่างๆ

        คำว่า "สวัสดี" เป็นคำกล่าวทักทายของคนไทยเวลาเจอหน้ากันและลาจากกัน "สวัสดีครับ" "สวัสดีค่ะ" ซึ่งเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งที่เป็นเอกลักษณ์ที่น่ายกย่องและดำรงไว้อย่างยิ่ง  ถ้าชาวต่างชาติได้เห็นการพนมมือแล้วกล่าว "สวัสดี" ก็จะรู้ได้ทันทีเลยว่า "เนี่ยแหละคนไทย" และยังทำให้เขาประทับใจในวัฒนธรรมของเราอีกด้วย  เพราะว่าวัฒนธรรมของเรางดงามน่าจดจำ

ความคิดที่ 10


การพนวมไหว้แบบไทยๆ

        คนไทยเราใช้การทักทายเป็นการพนมมือไหว้  แต่ว่าพอมาดูชาวต่างชาติเขา  วิธีการทักทายของเค้าช่างดูลึกซึ้งและถึงเนื้อถึงตัวมาก  เขาใช้การหอมแก้มกันและการจูบกันเป็นทักทาย (เฉพาะคนสนิท) เช่น คนในครอบครัว  ซึ่งเราก็เห็นได้ทั่วไปเลย  เวลาเราไปต่างประเทศหรือตามสนามบินต่างๆ  การกอดจูบกันของฝรั่งเค้านั้นเป็นเรื่องธรรมดามาก  ซึ่งผมเองก็ไม่แปลกใจเลยทำไมฝรั่งเค้าถึงดูสนิทสนมกันมากขนาดนี้ (ก็เพราะเค้าถึงเนื้อถึงตัวยังไงล่ะ) ต่างกับคนไทยเราที่การกอดจูบกับเป็นเรื่องที่ค่อนข้างหน้าอายจนถึงขั้นอนาจารได้  ประมาณว่าถ้ามีการกอดการจูบกัน ณ ที่สาธารณะก็จะมีแต่ผู้คนชายตามองกันเป็นแถบๆ "เค้าทำอะไรกันน่ะ" ...  วัฒนธรรมของเรากับของฝรั่งนั้นต่างกันครับ  ในที่สาธารณะของบ้านเค้าก็เป็นเรื่องปกติที่จะมีการหนุ่มสาวมาพอดรักกันตามต้นไม้ใบหญ้าริมสวน


การหอมแก้ม

        การทักทายอีกอย่างหนึ่งที่ผมจะพูดถึงคือการจับมือกัน  การจับมือเป็นการแสดงความสัมพันธ์แบบเพื่อน พี่ น้อง (เพศเดียวกัน) ซึ่งถ้าเป็นการจับมือกันก็จะเห็นได้บ่อยเพราะว่า  เป็นการแสดงความเคารพซึ่งกันและกันที่น่านับถือ  ไม่ก้าวก่ายสิทธิส่วนบุคคลหรือถึงเนื้อถึงตัวกันมากเกินไป  เหมือนอย่างการกอดจูบกันที่ผมเพิ่งกล่าวมา  ดังนั้นการทักทายแบบนี้จึงเห็นที่นิยมมากสำหรับฝรั่ง  หรือไม่ว่าจะเป็นที่ไหนการจับมือกันก็ยังเป็นการแสดงความเคารพกันและกันได้อย่างน่านับถืออีกด้วย
        ที่เห็นได้บ่อยเลยก็คือตามงามประชุมใหญ่ๆ เช่น การประชุมสุดยอดระดับผู้นำประเทศต่างๆ  การจับมือกันก็ยังเป็นการทักทายที่เค้านิยมใช้เสมอๆ

การจับมือ
        สุดท้ายแล้วทั้งหมดที่ผมเล่ามา  ก็คือการทักทายในรูปแบบต่างๆนะครับ  ในความเป็นจริงแล้วมีมากกว่านี้เยอะ  ก็แล้วแต่ว่าใครจะเลือกที่จะแสดงออกแบบไหนนะครับ  สำหรับคนไทยอย่างเราๆก็อย่าลืมการไหว้ที่เป็นวัฒนธรรมของเราล่ะ  แต่ถ้าใครอยากกอดจูบอันนี้ก็ต้องดูกาละเทศะรวมถึงวัฒนธรรมและสถานที่ด้วยครับ..

วินัยในการออกกำลัง

        ใครที่คิดอยากจะออกกำลังกายในหลายๆครั้ง  บางครั้งอาจจะเป็นเพราะอยากที่จะมีหุ่นที่ดี  อยากจะลดน้ำหนัก  แต่ว่าในการออกกำลังกายนั้นก็มีข้ออ้างต่างๆมากมายที่จะส่งผลให้คุณไม่สามารถออกกำลังกายได้อย่างจริๆจังๆ สักที  หรือพูดกันตรงๆก็คือ "คุณยังมีวินัยไม่พอ"

ความคิดที่ 8


        ผมขอเล่าประสบการณ์ของผมเองที่อยากมีหุ่นดีแบบคนอื่นเค้าบ้าง  อยากมีกล้าม  อยากมีซิกแพค (เล่นยากมาก)  ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วผมเองเป็นคนหุ่นค่อนข้างผอม สูง 175 หนัก 57 ประมาณค่า BMI ดูแล้วก็ไม่ถือว่าผอม  ค่าอยู่ที่ปกติแต่โดยรวมแล้วตัวผมเองก็ตัวเล็กอยู่ดีเลยอยากจะเนื้อมีหนังกับเค้าบ้าง  ผมก็เลยลงมือเลยครับออกกำลังกายวันล่ะ 1 ชม. ซึ่งการตัดสินใจในวันแรกๆก็ถือว่าเป็นไปด้วยดีครับ  เพราะวันแรกๆจะมีกำลังใจสูง  ตั้งใจวิดพื้น 20 วิดได้ 20  ซิดอับ 30 ทำได้ 30  แต่มันก็แค่วันแรกๆครับ  อย่างที่ผมได้บอกไปวันแรกๆที่อย่างก็เป็นไปด้วยดี  แต่พอมาเริ่มวันที่  2  การปฏิบัติต่างๆ ลดลงอย่างเห็นได้ชัด  วิด 20 ได้ 10 ที 12 ทีพอ  ซิดอับ 30 ได้แค่ 10 กว่าก็หมดแรง  กำลังใจและกำลังกายลดลงไปอย่างมาก  สิ่งที่ผมจะบอก  ณ  ตอนนี้คือ "วินัย" เห็นได้ชัดเลยว่าตัวเองยังมีวินัยไม่เพียงพอ  การออกกำลังกายต้องมีวินัยสำคัญมากๆ  คุณต้องมีเวลาเล่นกับมันอย่างน้อยๆก็ 30 - 45 นาที  ซึ่งถือว่าเป็นเวลาที่เยอะพอสมควรเลยทีเดียว  และต้องทำเป็นประจำทุกวัน  ทุกสัปดาห์  ยิ่งถ้าคุณออกกำลังครั้งแรกแล้วเกิดอาการปวดที่ตามแขนตามขา  ยิ่งต้องออกกำลังซ้ำส่วนนั้นเพื่อให้กล้ามเนื้อทำงานหนักลงไปอีกจะได้มีกล้ามเยอะขึ้น  เวลาผมออกกำลังกายมักชอบกินโปรตีนเสริมกล้ามครับ  ซึ่งก็ไม่รู้หรอกนะว่ามันช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อได้จริงหรือเปล่า  ผมก็กินมันไปเรื่อยๆแต่พอพักหลังเริ่มเสียดายครับ  เพราะว่าเล่นน้อยเกินกินโปรตีนก็เลยรู้สึกว่าไม่ค่อยคุ้ม ( 3500 บาทเนะ) 



ทุกวันนี้ก็ผ่านมาประมาณ 5 - 6 เดือนล่ะ  โปรตีนก็ยังไม่หมดสักที 555+ 

        สุดท้ายแล้วผมอยากจะบอกว่าถ้าคิดอยากจะออกกำลังกายให้ได้ผลต้องมีวินัยกับตัวเองนะครับ  และต้องมีสูงมากด้วย  ซึ่งตัวผมเองก็ยังมีวินัยไม่มากพอจริงๆ  แต่ก็ว่าในไม่ใช้าว่าจะกลับไปเล่นอีกครั้ง  ผมขอเป็นกำลังใจให้กับทุกคนตั้งใจจะออกกำลังกายนะครับ  สมัยนี้มีเครื่องมือหรือแอปพลิเคชั่นมากมายเลยที่ช่วยเหลือและให้ข้อมูลในการออกกำลังกาย  ยังไงก็อย่าเพิ่งหมดหวังล่ะครับ 



หรือเข้าไปดูเว็บนี้ก็ดีนะครับ  :  www.sixpackhome.com (ไม่ได้ตั้งใจโปรโมทนะ อิอิ)



5 Social Network ที่ผมใช้เป็นประจำ

ผมเชื่อว่าใครหลายๆคนต้องคุ้นเคยกับการเล่น Social Network เป็นชีวิตจิตใจอยู่แล้ว  วันนี้ผมจะมาแนะนำ Social Network ที่ผมใช้เป็นประจำ  และสำหรับคนที่ต้องการฝึกภาษา Social Network ที่ผมจะแนะนำดังต่อไปนี้ก็เป็นประโยชน์มากเลยทีเดียว  เพราะส่วนใหญ่จะเป็น Social Network ของฝรั่งเค้าเล่นกันครับ  แล้วคุณจะได้รู้ว่านอกจาก Facebook , Twitter , Instagram ยังมีอะไรให้เล่นอีกมากมาย

ความคิดที่  7

1. Facebook


        สำหรับ Social ตัวนี้คงไม่ต้องพูดอะไรมากหรอกเนอะ  เพราะว่าเจ้าตัวนี้ไม่ว่าใครๆก็เล่นกันทั่วบ้านทั่วเมือง  เป็น Social อันดับ 1 ไปนานแล้วสำหรับสังคมออนไลน์อย่าง Facebook  เป็นเหมือนตัวเชื่อมตัวนึงที่ช่วยให้คนทุกคนสามารถเข้าถึงกันได้อย่างง่ายผ่านการแชร์เรื่องราวต่างๆ  ไม่ว่าใครๆก็สามารถเล่นได้ครับ

2. Stumbleupon



มีหมวดหมู่ให้เลือกมากมาน  สามารถเลือกได้ตามใจชอบเลย



        Stumbleupon  ตัวนี้ผมไม่พูดถึงไม่ได้เด็ดขาด  เพราะว่าผมชอบเจ้าตัวนี้มาก  Stumbleupon เป็น Social ตัวนึงที่ช่วยให้คุณสามารถหาเรื่องราวๆได้อย่างง่ายดาย  โดยผ่านปุ่มเพียงปุ่มเดียว  โดยที่ตอนที่เราสมัครสมาชิกไปครั้งแรกจะมีหมวดหมู่ให้เราเลือก  แล้วหลังจากนั้นเพียงคุณกดปุ่ม Stumble เจ้า Social ก็จะทำการคัดกรองเรื่องราวต่างๆที่คุณสนใจมากให้อย่างง่ายดาย  
        สำหรับ Social ตัวนี้ผมมองว่าเหมาะสำหรับคนที่ไม่รู้จะเข้าเว็บไซไหนดี  ถ้าเข้า Social ตัวนี้ก็จะทำการคัดกรองเนื้อหาแล้วส่งมาให้คุณอย่างดีเลย  ย้ำนะว่าเนื้อหาที่คัดมาให้ดีจริงๆ  ถ้าเล่นตัวนี้ไม่มีเบื่อแน่นอน

3. Linkedin


หน้า Dashboard 


        Linkedin จะเป็นเครือข่ายสังคมที่เน้นด้านเครือข่ายธุรกิจ  โดยที่เนื้อหาส่วนใหญ่ที่คนอื่นเค้าโพสจะเป็นเกี่ยวกับธุรกิจทั้งสิ้น  และยังสามารถสร้างรายการที่ติดต่อของผู้คนที่พวกเขารู้จักและเชื่อถือในการทำธุรกิจ  เรียกว่าง่ายก็คือ Connection ผู้ใช้สามารถเชิญใครก็ได้  ซึ่งประโยชน์ของมันนอกจากจะให้สาระความรู้แล้วยังใช้ในการหางานหรือหาผู้ร่วมงานได้อีกด้วย

4. Flickr


หน้า Dashboard ของ flickr 




        สำหรับ flickr นั้นก็เป็น Social สำหรับเก็บรูปภาพดิจิตอล  โดยอัปโหลดจากผู้ใช้งาน  และสามารถแบ่งปันให้กับผู้อื่นดูได้  
        บริการของ flickr เป็นที่นิยมสำหรับผู้ที่ใช้เขียนบล็อก  เนื่องจากสามารถนำรูปจาก flickr มาใช้ในบล็อกได้โดยตรง  ใช้งานง่ายและสะดวกสบาย
        และสำหรับนักถ่ายภาพหรือคนที่ชอบดูรูปภาพ  เจ้า flickr ก็ตัวนี้ก็เป็นที่ตัวเลือกที่ดีไม่แพ้กัน  เพราะว่าใน flickr ก็จะมีคนมาอัปรูปเก๋qเยอะมาก  ดูแล้วเพลินแล้วยังได้ไอเดียอีกด้วย

5. Tumblr

        
หน้า Dashboard ของ Tumblr คร่าวๆ


        Tumblr ก็เป็น Social คล้ายๆ ตัวอื่นๆที่ผมกล่าวมา  ซึ่งก็เป็นที่นิยมของนักเขียนบล็อกเช่นกันครับ  แต่ต่างกันตรงที่ว่าง Tumblr นั้นสามารถที่จะอัปโหลดไฟล์ได้หลากหลาย  เช่น ไฟล์ภาพ gif,png,flv,mp4 ต่างๆ  ซึ่งโดยรวมแล้วก็น่าใช้ไม่แพ้กันครับ  ทั้งยังมีเรื่องราวมกามายที่ผู้เล่นแชร์กันได้  ทำให้เจ้าตัว Tumblr นั้นไม่น่าเบื่อเลยทีเดียว

        นี่คือ Social Network ทั้ง 5 ตัวที่ผมเล่นเป็นประจำครับ  แบบว่างๆ ไม่รู้จะทำอะไรก็เข้าไปนั่งอ่านบทความเล่นๆครับเพลินดี  และที่สำคัญคือได้ภาษาด้วย  บทความที่แชร์กันมาก็น่าสนใจมาก  เรียกได้ว่าได้ทั้งความเพลิดเพลินและยังได้ความรู้อีก  ว่างๆก็อย่าลืมไปลองเล่นดูนะครับ  สำหรับวิธีการใช้งานแบบละเอียดของแต่ล่ะ Social ว่างๆเด่วผมจะค่อยนำมารีวิวให้ดูกันนะครับ

ความจำกับความเข้าใจ

หลายครั้งที่เราตั้งใจอ่านหนังสือเพื่อเอานำเอาความรู้ที่ได้ไปสอบนั้น  ทุกๆคนต่างขมักเขม้นตั้งหน้าตั้งอ่านกันอย่างไม่หยุดไม่อย่อน  บางคนถึงกับอ่านหามรุ่งหามค่ำ  แล้วสุดท้ายพอผลสอบออกมาก็ไม่ได้เป็นดั่งใจหวังที่ตนเองคาดไว้  ลงทุนไปไม่คุ้มเลยเนอะ

ความคิดที่ 6
   

        ผมอยากจะอธิบาย 2 คำนี้ให้ฟัง คำว่า "ความจำ" กับ "ความเข้าใจ" 2 คำนี้มีเส้นบางๆคั่นอยู่ครับและที่สำคัญคือความหมายแตกต่างกันมหาศาล  ถ้าเราใช้ความจำในการอ่านหนังสือเพื่อไปสอบย่อมเป็นความคิดที่ดี  แต่ยังไม่ดีพอ  มีบทความและผลสำควรมากมายที่พิศุจน์ว่า "คนเราจะสามารถจดจำเรื่องราวที่ตนเองประทับใจได้อย่างแม่นยำ  และยากที่จะลืมเลือน" แล้วการอ่านหนังสือเพื่อไปสอบเป็นหนึ่งในเรื่องที่คุณประทับใจหรือไม่  ผมรู้และตอบได้เลยว่าคนส่วนใหญ่จะต้องตอบว่าไม่  บ่อยครั้งที่คนเราใช่ความจำในการทำข้อสอบแบบจำๆเข้าไปสอบ  พอสอบเสร็จออกมาเป็นอันว่าที่จำมาทั้งหมดลืมเลือนหายไปหมดเลย  และโรงเรียนส่วนมากก็มักสอนให้นักเรียนใช้ความจำเข้าไปสอบมากกว่าใช้ความเข้าใจสะด้วยดิ  แย่จัง

        แล้วถ้าเป็นความเข้าใจจะช่วยคุณได้ไหม  แน่นอนครับ  ถ้าคุณต้องการที่จะทำอะไรสักอย่างนึงให้มีประสิทธิภาพ  การใช้ความเข้าใจย่อมเป็นเหตุผลที่ดี  เพราะว่าถ้าคุณเข้าใจในเรื่องที่คุณนั้นศึกษาแล้ว  ในเรื่องของความจำนั้นไม่มีปัญหาเลย  มันจะสามารถจำได้โดยอัติโนมัติ  คุณเคยได้ยินอาจารย์หรือรุ่นพี่ที่เข้าใจเรื่องของเนื้อหาอย่างท่องแท้แนะนำไหม  เค้าจะแนะนำว่า "ไม่ต้องใช้ความจำ  ใช้ความเข้าเป็นหลัก" เช่น ถ้าเป็นโจทย์คณิตศาสตร์ที่ถามว่า 1+1 = 2 ถ้าคุณใช้ความจำในคุณจะเม็มโมรี่ภาพ
1+1 = 2  1+1 = 2  1+1 = 2 ... เป็นแบบนี่เรื่อยไป  แต่ถ้าหากคุณใช้ความเข้าใจ  คุณจะรู้ว่าเรามีค่าอยู่ 1 เพิ่มค่าเข้าไปอีก 1 ก็จะกลายเป็น 2 ค่า  เห็นไหมครับว่าไม่ต้องใช้ความจำเลย  มันง่ายกว่ากันไหม

        ในเรื่องของการใช้ความเข้าใจนั้นใช้ได้กับทุกๆเรื่องนะครับ  ไม่ใช่แค่กับเฉพาะเรื่องสอบอย่างเดียว  แต่เพราะว่าเรื่องสอบที่ยกขึ้นมานั้นเป็นเรื่องที่เห็นได้ชัดมากที่สุด

        สุดท้ายผมอยากจะฝากให้ทุกท่านใช้ความเข้าใจในการดำเนินชีวิตของท่านนะครับ  แล้วคุณจะพบว่ามันมีประโยชน์มากมายกับตัวคุณนะครับ

อยู่คนเดียวให้เป็น

 มนุษย์โลกเราเค้าบอกว่าเป็นสัตว์สังคมครับ  ทุกๆคนล้วนต้องมีสังคม  ไม่ว่าสังคมนั้นจะเล็กหรือใหญ่ก็ตาม  เพราะว่าทุกคนต้องพึ่งพาอาศัยกัน  ต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกัน  แล้วถ้าหากวันนึงคุณไม่มีใครให้พึ่งพาขึ้นมาล่ะ  คุณจะทำยังไง  ประมาณว่า ไม่มีคนกินข้าวด้วย , ทำอาหารด้วย , เล่นกีฬาด้วยหรือนั่งเลคเชอร์ด้วยตอนเรียนหนังสือ  มันคงเป็นปัญหามากมายเลยสินะสำหรับมนุษย์อย่างเรา  เพราะฉะนั้นจงอยู่คนเดียวให้เป็นส่ะ

ความคิดที่ 5



        บนโลกของเรามีสัตว์อยู่มากมายหลายประเภทครับ  ตามวิชาชีวะวิทยาเลย สัตว์ปีก , สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ , สัตว์เลื่อยคลานและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม  ซึ่งมนุษย์อย่างเราๆก็อยู่ประเภทสุดท้ายที่ผมกล่าวมา (สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมนั้นแหละครับ) แต่สิ่งนึงที่ทำให้มนุษย์เรานั้นแตกต่างจากสัตว์ประเภทอื่นๆนั้นคือ "ความรู้สึกครับ" มนุษย์เรามีความคิดและความรู้สึกที่ลึกซึ่งและซับซ้อนกว่าสัตว์ประเภทอื่นเยอะ  ประมาณว่าคิดข้ามโลกได้เลย  แต่ประเด็นที่ผมจะพูดเนี่ยคือความรู้สึกเนี่ยครับ  สำหรับมนุษย์อย่างเราๆเนี่ยมันลึกซึ้งเหลือเกิน ความสุข , ความเศร้า , ความเหงา , ความมัน บลา บลา บลา ... พูดไปก็คงไม่หมด
เยอะแยะเหลือเกิน  เพราะไอ่ความรู้สึกเนี่ยแหละที่เป็นตัวดึงดูดให้คนเราเข้าหากันเปิดเป็นสังคมขึ้นมา แล้วถ้าคุณไม่มีสังคมล่ะ  แล้วถ้าคุณต้องอยู่คนเดียวขึ้นมา  คุณจะตายไหมครับ
        การอยู่คนเดียวเป็นการอยู่กับตัวเองอยู่กับความคิดและความรู้สึกที่ตนเองได้สร้างขึ้น  ผมว่ามนุษย์เราควรจะแบ่งเวลาในแต่ล่ะวัน  มาอยู่คนเดียวบ้างก็ดีนะครับ  นอกจากจะไม่เดือดร้อนใครแล้ว  ไม่เสียตังและยังทำให้เราได้คิดอะไรที่เป็นอิสระมากมายเลย  ตัวผมเองก็มีนิสัยชอบอยู่คนเดียวนะบางเวลา  มันทำให้เราได้คิดอะไรเยอะแยะมากมายเลย  ถึงแม้ว่าโดยส่วนตัวจะชอบตามเพื่อนสะมากกว่า  ประมาณว่าเพื่อนไปไหนกุไปด้วย  แต่พอทำกิจกรรมเหล่านั้นเสร็จ  ก็กลับมาอยู่ห้องสบายใจครับ  555
     อีกสิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะเขียนคือ  ผมว่าในปัจจุบันคนเราอยู่คนเดียวกันไม่ค่อยเป็น  สังเกตจากคนเป็นแฟนกันหลายคู่เลย  ที่อยุ่คนเดียวไม่ค่อยได้  ไปไหนต้องไปด้วยกัน  กินข้าวด้วยกัน  กลับหอก็มาอยู่หอเดียวกัน  แบบว่าถ้าแฟนไม่มาหานี่เป็นอันทะเลาะโกรธกันเลยทีเดียว  น่ากลัวนะนี่!! เพื่อนของผมคนนึงเหมือนกันครับชอบอยู่คนเดียว  เค้าให้เหตุผลว่า "พอเวลาอยู่กับเพื่อนแล้ว  จะมีอารมณ์แบบไม่ค่อยอยากคุยกับใคร  เลยต้องปลีกตัวออกมา  ที่สำคัญคือมันมีเวลาให้ทบทวนตัวเองเยอะ"  ทั้งหมดทั้งมวลผมอยากจะบอกว่าเราทุกคนสามารถอยู่คนเดียวได้อย่างมีความสุข  ผมว่าแค่นี้ก็น่าจะพอแล้วนะ  หรือถ้าใครที่ยังไม่พอผมเองก็ไม่รู้จะช่วยยังไงแล้วล่ะ
        สุดท้ายแล้วผมอยากสนับสนุนนให้ทุกคนได้อยู่คนเดียวบ้างนะครับ  แบ่งเวลาส่วนนึงมาคุยกับตนเองบ้างว่าเราคิดอย่างไรกับเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้น  แล้วคุณจะพบว่ามันได้อะไรมากกว่าที่คุณคิดไว้เยอะเลยทีเดียว  อาจจะอินดี้บ้างแต่เราก็ควรจะอยู่กับมันให้ได้นะ  เพราะว่าช่วงของชีวิตเราที่สุดแล้วก็ต้องมีโมเมนต์แบบนี้เข้ามาอยู่ดี  สุดท้ายแล้วผมอยากให้ทุกคนอยู่คนเดียวให้เป็นครับ +++++


ตื่นเต้นไปกับ Android Studio

 
     สำหรับโพสนี้ไม่มีอะไรมาก  ผมแค่อยากจะมาเล่าความรู้สึกเวลาที่ได้เห็นอะไรที่ถูกใจขึ้นมาเท่านั้นเองครับ  จากสิ่งที่ตนเองสนใจ  คือผมอยากจะบอกว่า "คนเราถ้าเจออะไรที่ถูกใจแล้ว  อย่ารีรอเลยครับ  ทำมันไปเถอะ  ถึงแม้ไม่มีใครมองคุณ  หรือแม้จะไม่เห็นแสงปลายทางก็เถอะ" สำหรับโพสนี้จะเป็นโพสแนวเล่าความประทับใจแล้วก็แนะนำวิธีการติดตั้งโปรแกรม Android Studio ไปด้วยนะครับ

ความคิดที่ 4



     วันนี้ (10/12/2557) ผมได้มีโอกาสลงโปรแกรม Android Studio อีกครั้งหนึ่งด้วยล่ะครับ  จริงๆคือผมเองเคยลงเจ้าโปรแกรมตัวนี้มีแล้วครับ  แต่เพราะว่าลง window ใหม่เลยหายไปพร้อมกับ window เลย   คราวนี่้ผมได้กลับมาใช้งานมันอีกครั้งนึง  สาเหตุก็เพราะว่าดันไปเปิดเฟสบุ๊คแล้วเพสของพี่เอกเค้าแชร์มาพอดี  เป็นเรื่องของการวิธีการติดตั้งโปรแกรม Android Studio แบบล่ะเอียด Step by Step เลย  เอาละสิ!!  พอผมเห็นเท่านั้นแหละ  ผมนี่ใจเต้นรั่วเลย 555 ด้วยความที่ผมสนใจเกี่ยวกับเรื่องของการเขียนโปรแกรม Software อยู่แล้ว  พอเห็นโพสนี้แชร์ขึ้นมาผมก็ไม่รีรอที่ติดตั้งมันเลยครับ  เริ่มติดตั้งเลยทันที

สำหรับคนที่สนใจติดตั้งโปรแกรมก็ตามลิงค์เลย
ลิงค์วิธีการติดตั้งโปรแกรม : http://androidthai.in.th/conternt-android/263--android-studio-step.html

หน้าแรกของลิงค์นะครับ เป็นเว็บ developer.android สำหรับนักพัฒนาระบบ Android นะครับ  เว็บนี้จะเป็นเว็บที่แจ้งข้อมูลข่าวสารต่างๆเกี่ยวกับ Android ยังมีเครื่องมือและวิธีการสอนอีกมากมาย  ใครสนใจก็ลองไปท่องเล่นดูก็ได้นะครับ 555







อันนี้ก็เข้ามายังหน้าอินเตอเฟสของโปรแกรมเรียบร้อบแล้วนะครับ

สำหรับคนที่จะติดตั้งผมแนะนำให้เข้าไปดูที่ http://androidthai.in.th/conternt-android/263--android-studio-step.html จะละเอียดกว่า  ผมแค่อยากจะนำเสนอเฉยๆ 

แต่จะมีปัญหาอยู่ตรงที่การติดตั้ง Path 

วิธีการแก้ไขตามลิงค์นี้เลยครับ http://androidthai.in.th/conternt-android/238-set-up-and-install-jdk-for-android-studio.html


Credit By : http://androidthai.in.th ของมาสเตอร์อึ่งนะครับ
                   https://www.facebook.com/SleepingForLessAndroidProgramming?fref=ts เฟสบุ๊คแฟนเพสของที่เอกคนเก่งนะครับ

     สุดท้ายแล้วผมอยากจะบอกว่า  อะไรที่คุณทำแล้วคุณรู้สึกตื่นเต้นไปกับมัน  ทำไปเถอะครับ  มันย่อมดีที่สุดสำหรับคุณอยู่แล้วที่คุณได้ทำมัน  แต่ถ้าคุณปล่อยมันผ่านไปก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น  คุณก็ดำเนินชีวิตไปตามปกติแบบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง  ฉะนั้นจงสร้างความเปลี่ยนแปลงสะ 

วันเกิด(BirthDay)

 วันเกิดเป็นวันที่ใครหลายๆคนต่างมีความสุขสนุกสนาน  มีงานเลี้ยงสังสรรค์  เฉลิมฉลองต่างๆมากมาย  ปิดท้ายด้วยการเซอไฟร์เค้กวันเกิดขนาดก้อนโตแล้วร้องเพลง Happy BirthDay กัน
ความคิดที่ 3



      วันเกิดเป็นวันที่ควรมีความสุขครับ  แล้วคุณเคยคิดไหมว่า  ทำไมต้องเฉลิมฉลองกันด้วยในวันเกิดของแต่ละคน  เชื่อว่าหลายคนก็คงคิดว่า "วันเกิดทั้งที 1 ปีมีครั้งเดียว  ควรฉลองแด่วันสำคัญวันนี้สะหน่อย" ผมเองก็เคยคิดแบบนั้นครับ  ถึงวันเกิดของตนเองทีไร  ต้องชวนเพื่อนๆมาฉลองกัน  หรือไม่ก็มีเพื่อนๆโทรมาฉลอง  เซอไพร์ด้วยเค้กวันเกิดก้อนโต  ร้องเพลง Happy BirthDay หรือบางคนอาจจะปิดท้ายด้วยเหล้าเบียร์ก็เป็นเรื่องปกติของงานสังสรรค์  แล้วถ้าปรากฏว่าวันนั้นไม่มีใครมาอวยพรวันเกิดของคุณสักคนเลยล่ะ  คุณจะอยู่ได้หรือไม่  "ก็ตอบว่าอยู่ได้แล้วมันจะสำคัญอะไรหล่ะ"  ผมว่ามันก็ไม่สำคัญอะไรหรอกครับ  มันก็เป็นแค่วันๆนึงที่ผ่านมาแค่นั้นเอง  เพียงแต่ว่ามันดันเป็นที่คุณพ่อคุณแม่ของคุณบอกไว้หรือกาในปฏิทินไว้ว่ามันเป็นวันเกิดของคุณนะ  ด้วยความที่บ้ายเมืองของเรารับขนมธรรมเนียมของฝรั่งเข้ามาเยอะ  การซื้อเค้กก็เป็นวิธีนึงที่นิยมมากในพิธีวันเกิด  เป่าเทียนกันอย่างมีความสุข  แต่ส่วนตัวผมเองกลับคิดว่าไม่เห็นจะจำเป็นเลยที่จะต้องให้ใครต่อใครมาอวยพรวันเกิดตัวเอง  ไม่เห็นจำเป็นเลยที่จะต้องให้คนอื่น  ซื้อเค้กมาเฉลิมฉลองหรือคอยมาบอกกับคุณว่า "Happy BirthDay นะเว้ย มีความสุขมากๆ" วันเกิดของคุณมันก็ขึ้นอยู่กับตัวของคุณเองสิครับ  ผมว่าวันเกิดของคุณเอง  คุณควรจะตั้งใจเริ่มทำอะไรใหม่ยังดีกว่าเลย  หรือตั้งปณิธานไว้ว่า  "เอ่อ ปีนี้นะ 20 แล้ว  อยากจะตั้งใจเรียนเพื่อพ่อแม่  เพื่อคนที่เรารัก"  ถ้าคิดได้แบบนี้นะผมนี้ยกนิ้วให้เลย  ผมเคยได้ยินคำกลอนคำนึงนะเกี่ยวกับแม่ว่า "วันเกิดลูก เกือบคล้ายวันตายแม่" ฟังแล้วสะดุ้งไหมครับ  แต่มันจริงที่สุด  กลอนในลักษณะนี้ดีนะ  ทำให้คนเรารู้สึกตื่นตัวขึ้นมาได้  พอกลับว่าคิดๆดูแล้ว  ใช่สิ วันเกิดเราก็ต้องอยุ่กลับแม่สิ  ถ้าบอกว่าวันนี้เป็นวันสำคัญของเรา  มันก็ต้องเป็นวันสำคัญของแม่ของคุณด้วยสิ  ใช่ไหมครับ

งานสังสรรค์ (Party)

ผมยอบรับนะครับว่า  งานสังสรรค์เป็นงานสร้างความสนุกสนาน  ความคุ้นเคยและความสนิทสนม  ให้ผู้คนในปัจจุบัน  เรียกได้ว่าในยุคปัจจุบันเป็นยุคที่ในสังคมจะต้องมีงานสังสรรค์แบบนี้อยู่บ่อยๆ  เพื่อช่วยผ่อนคลายทางอารมณ์ความเครียดต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้จากภาระการงานของตนเอง  แต่บางทีในเรื่องของงานสังสรรค์ในยุคปัจจุบันผมว่ามันเปลี่ยนไปนะ

ความคิดที่ 2



      ในยุคปัจจุบันงานสังสรรค์ต่างๆ บางทีก็เกินเลยไปกับว่าสังสรรค์  เกินไปกับค่าสนุกสนานหรือผ่อนคลายทางอารมณ์  ซึ่งถ้าหากมีงานพวกนี้ก็ต้องมีเหล้า,เบีย แอลกอฮอล์ต่างๆอย่างแน่นอนแล้วก็ปฏิเสธไม่ได้ด้วย  คุณเคยถามตัวเองหรือคนอื่นไหมครับว่า  ทำไมงานสังสรรค์ต้องมีของพวกนี้  ส่วนใหญ่ที่ผมถามก็ไม่ค่อยได้คำตอบที่ชัดเจนเท่าไหร่  ผมขอยกตัวอย่างเหตุผลคร่าวๆนะครับ

  • ก็ผมอื่นๆ เค้ากินกัน  เราก็ต้องกินตามเค้าสิ  ถึงจะสังสรรค์กับเค้าได้
  • ไม่กินเหล้แล้วมันจะสนุกอะไรล่ะ !!!
  • กินเหล้าสิดี  กลับบ้านปุ้บนอนหลับสบาย
  • .....
      นี่คือเหตุผลคร่าวๆนะครับ  แต่เอาจริงๆ ก็คงมีอีกหลายเหตุเลยล่ะ  ผมไม่ได้จะดูถูกอะไรนะ  แค่อยากจะแสดงความคิดเห็น  คือผมว่าบางทีพวกเราก็ดื่มกันจนลืมคำว่าสังสรรค์  พอได้กินได้ดื่มกันก็ต้องเป็นอันเมา  ประมาณว่าไม่เมาไม่เลิก  ก็เข้าใจนะว่ามันเป็นอารมณ์ ณ ขณะนั้นด้วย  เพราะว่าด้วยความสนุกสนานของดนตรี เพื่อนๆและอีกหลายๆอย่าง  มันทำให้เราดื่มไปเยอะจนเกินความพอดี  ซึ่งส่วนตัวผมเองจึงเป็นคนไม่ค่อยออกไปงานพวกนี้สักเท่าไหร่  ก็เพราะด้วยเหตุผลที่ผมเล่ามานั้นแหละครับ  นานๆครั้งหรือโอกาสที่สำคัญๆจริงๆ  ผมจึงออกงานพวกนี้  ไม่หยิ่งนะครับแต่ผมว่ามันไม่มีประโยชน์อะไรมากมายที่เราจะเสียเงินเสียทองไปกับเรื่องพวกนี้  และในเรื่องของเวลาอีก  เอาเวลาไปทำอย่างอื่นดีกว่าไหม

      ผมเคยได้ยินคำพูดจากเพื่อนคนนึงนะ  เขาเคยไปงานสังสรรค์อยู่ครั้งหนึ่ง  และครั้งเดียวจริงๆ  เขาเล่าให้ฟังว่า "ผมเคยไปนะ  แต่คนที่ชวนบอกว่าไปนั่งเฉยๆก็ได้ สุดท้ายพอผมไปจริงๆ ด้วยอารมณ์ครึกครื้นก็บังคับให้ผมดื่ม  นั้นไม่ใช่ตัวของผมเลย"  ซึ่งในปัจจุบันผมก็เห็นแบบกรณีนี้เยอะ  เพื่อนผมคนนี้ยังเล่าให้ฟังอีกว่า  "ในต่างประเทศนะ เขาดื่มกันแบบพอดีนะไม่บังคับ  ดื่มกับแบบคุยกันสนุกสนาน  พอจบก็กลับบ้านนอนหลับแบบสบายใจ" อันนี้ฟังดูแล้วน่าคิดนะ  บ้านเราน่าจะทัศนคติแบบนี้บ้างนะผมว่า  ทุกคนก็จะไม่มั่วอยุ่กับงานรื่นเริงเหล่านี้  หันกลับมาอยู่กับครอบครัว  บ้านเมืองจะอยู่ขึ้นเยอะเลยนะ

      สุดท้ายแล้วผมขอให้ทุกคนดูแลรักษาสุขภาพกันด้วยนะครับ  ถ้าเป็นไปได้ในเรื่องงานสังสรรค์ต่างๆ ผมว่าให้ไปแต่พอควรเถอะครับ  เพื่อเป็นประโยชน์กับตัวคุณเองและคนรอบข้างด้วยครับ

ชีวิตของคนเราไม่ง่ายเลย !!

   เริ่มต้นด้วยบทความความแรกของผมนะครับ ซึ่งบอกกันตรงๆเลยนะครับ  ว่าผมไม่เคยคิดเลยว่าอยากจะมาเล่าอะไรให้คนอื่นได้ฟังแบบนี้  เพราะว่าความคิดต่างๆนาๆ มันมักวนเวียนอยู่ในหัวของผมอยู่ตลอดเวลา

อันนี้เป็นความคิดแรกของผม



      ที่ผมอยากจะเขียนบทความเรื่องนี้ขึ้นมีอยู่แค่เหตุผลเดียวครับ  คือผมถูกใจประโยคเด็ดของชายคนนึงครับ  คือ "แจ็ค หม่า(Jack Ma)"

      คือต้องเกริ่นก่อนนะครับ  ขอโทษด้วย แจ็ค มา คืออภิมหาเศรษฐีคนนึงของจีน  รวยอันดับต้นๆของโลกเลยก็ว่าได้  ผมก็ไม่รู้นะว่าอันดับเท่าไหร่  ซึ่งเขาเป็นผู้ก่อตั้งเว็บไซอีคอมเมิร์ซ หรือว่าเป็นขายของที่ชื่อว่า Alibaba คล้ายๆแบบ Lazada บ้านเราแล้วก็ Amazon ประมาณนี้  แจ็ค หม่าพูดได้ถูกใจและโดดใจผมมากในคำพูดที่ว่า

"และถ้านี่ยังไม่ตรงพอ เขาจบงานเขียนของเขาด้วยการชี้ว่า การที่เรายากจน มันไม่ได้การันตีหรอกนะว่าเราจะได้รับความเห็นใจ ความช่วยเหลือ และความรักจากคนอื่น โดยเขาบอกว่า

  • ถ้าครอบครัวคิดว่าเราไร้ค่าเมื่อไหร่ ไม่มีใครสงสารคุณหรอก
  • ถ้าพ่อแม่คุณ ไม่มีเงินจ่ายยารักษาโรค ไม่มีใครสงสารคุณหรอก
  • ถ้าคุณถูกคู่แข่งเอาชนะ ไม่มีใครสงสารคุณหรอก
  • ถ้าคุณถูกคนที่คุณรักทิ้งไป ไม่มีใครสงสารคุณหรอก
  • ถ้าคุณอายุ 35 แลัวยังไม่สำเร็จอะไรซักอย่าง ไม่มีใครสงสารคุณหรอก "

      อันนี้นี่ผมไปก๊อปเค้ามานะ  แต่ว่าพอได้อ่านดูจริงๆ แล้วมันมีเหตุผลและความหมายมากมายเลยนะสำหรับผม  เช่น "ถ้าพ่อแม่คุณ  ไม่มีเงินจ่ายยารักษาโรค  ไม่มีใครสงสารคุณหรอก" อันนี้ผมว่าจริงครับ  และจริงที่สุดด้วย  คือไม่ต้อไปมองไกลถึงขนาดยารักษาโรคที่เป็นของจำเป็นขนาดนั้นก็ได้ครับ  เอาแค่ว่าถ้าคุณไม่มีตังอ่ะ  ใครก็ไม่สงสารคุณหรอกครับ  นอกซะจากคนเป็นพ่อเป็นแม่ของคุณจริงๆน่ะ ถ้านอกเหนือจาก 2 คนนี้ผมว่าคงเป็นไปได้ยาก  ต่อให้เป็นเพื่อนสักคนนึงที่สนิทกับคุณมากๆ  ถ้าถึงเวลาจวนตัวแบบนี้  ผมว่าก็เป็นลำบากใจจริงๆ  ที่จะต้องสงสารเค้า  ในปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้หรอกครับว่าคุณอยู่ได้โดยไม่เพิ่งเงินน่ะ  เรียกได้ว่าเงินเป้นสิ่งจำเป็นมากที่คนเราต้องใช้เพื่อดำรงชีวิต  ซึ่งเฮียแจ็คแกก็พูดได้ถูกจริงๆ  ในยุคนี้ที่มีแต่การแข่งขันสูง  ต่างคนต่างๆอยากมีอยากได้  ซึ่งสุดท้ายผมก็อยากจะบอกว่า  ในชีวิตจริงของคนเรานั้น  ไม่มีใครสงสารคุณหรอกครับ  บางทีอยากจะมีคนซ้ำเติมคุณอยู่ด้วย  แล้วคุณควรจะทำยังไงล่ะ  แล้วคุณควรจะดำรงชีวิตคุรแบบไหนล่ะครับ !!!
ยังมีเนื้อหาสาระอีกเยอะนะครับ  สำหรับชายคนนี้น่าสนใจมาก  ลองไปดูตามลิงค์ด้านล่างนะครับ