TopBar Ads

27 มีนาคม 2556

พริกที่เผ็ดที่สุดในโลก




การจัดอันดับมีอยู่ในทุกวงการไม่เว้นแม้แต่พริก!!  ก็เพราะความเผ็ดของพริกที่ไม่เท่ากันนี่เองจึงทำให้เกิดการจัดอันดับพริกขึ้น

โดยพริกที่ได้ชื่อว่าเผ็ดอันดับ  1  ของโลกจนต้องบันทึกสถิติหนังสือกินเนสส์ เวิลด์ เรคอร์ดส์ กันเลยทีเดียว  ก็คือ  พริกนากา ไวเฟอร์  ซึ่งมีระดับความเผ็ดอยู่ที่  1,349,000  สกอวิลล์ยูนิต (หน่วยวัดความเผ็ดของพริก Scoville Heat Units หรือ เอสเอชยู ) เป็นพริกจากเขตแกรนธัม  เมืองลินคอล์นไชร์  ประเทศอังกฤษ

โดยชาวไร่คนหนึ่งเป็นผู้คิดค้นพริกสายพันธุ์นี้  ความเผ็ดของพริกนากา ไวเพอร์ ร้ายกาจขนาดทำให้ลิ้นชาและรู้สึกเหมือนลิ้นถูกเผาไหม้เลยทีเดียว  สวนพริกที่เผ็ดอันดับ  2  ได้แก่  พริกดิ  อินฟินิตี้  พริกชนิดนี้มีระดับความเผ็ดอยู่ที่  1,176,182  เอสเอชยู  มาจากเมืองรัตแลนด์  ตอนกลางของอังกฤษ  และพริกเผ็ดอันดับ 3 เป็นพริกของบุตโจโลเกีย  มีความเผ็ดอยู่ที่  1,041,427  เอสเอชยู  เป็นพริกจากรัฐอัสสัม  ประเทศอินเดีย





"มาร์โมเสท" ลิงตัวจิ๋ว

มาร์โมเสท

ลิงแคระ  "มาร์โมเสท" ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการแล้วว่า "ตัวเล็กสุดในโลก" มีขนาดเทียบเท่านิ้วมือ จัดเป็นสัตว์เลี้ยงที่กำลังมาแรงสำหรับกลุ่มคนมีสตางค์...
สำนักข่าต่างประเทศ รายงานเมื่อวันที่ 6 ต.ค. ถึงลิงแคระ หรือ "มาร์โมเสท" สายพันธุ์ ปิ๊กมี่ (pygmy marmoset) ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการแล้วว่า เป็นลิงตัวเล็กที่สุดในโลกขนาดตัวพอๆ กับนิ้วมือ หรือใหญ่สุดราว 5-6 นิ้ว น้ำหนักเฉลี่ย 130 กรัม เบากว่าผลแอปเปิ้ล 1 ลูก
"มาร์โมเสท" เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ส่วนใหญ่พบในป่าฝนประเทศบราซิล เป็นที่รู้จักกันในนาม ลิงกระเป๋า ลิงนิ้วมือ และสิงโตน้อยเพราะมีขนฟู เป็นที่กล่าวถึงและได้รับความนิยมอย่างยิ่งในอินเตอร์เน็ต
และด้วยความที่มีนิสัยไม่โหดร้าย จึงมีผู้นิยมนำมาเป็นสัตว์เลี้ยง รวมทั้งนักเลี้ยงสัตว์หายากในประเทศไทยด้วยเช่นกัน แต่ราคาค่อนข้างสูงตกตัวละประมาณ 100,000 บาทขึ้นไป หรือแล้วแต่สายพันธุ์ ปัจจุบันมีทั้งผู้ได้รับใบอนุญาตนำเข้ามาจำหน่ายแบบถูกกฎหมาย และลักลอบนำเข้า







25 มีนาคม 2556

until you (จนกว่าคุณจะ)

วันนี้ผมนั่งฟังเพลงเพลินๆ จนมาสะดุดกับเพลงนี้ until you - Shayne Ward พอฟังๆ ไปสักพัก อื้ม!!! มันเพราะมาก  รวมไปนักร้องเสียงใสมากด้วย  วันนี้เลยอยากเอามาแปลกเนื้อเพลงให้อ่านกัน  หวังว่าน่าจะถูกใจใครหลายๆ คนนะครับ  เพลงความหมายดีๆ





Baby life was good to me
ที่รัก.. ชีวิตของฉันมันก็มีอะไรดีๆเหมือนกัน


 But you just made it better
แต่ถ้ามีคุณเข้ามามันจะมีความสุขขึ้น


 I love the way you stand by me
ฉันคิดถึงเวลาที่คุณอยู่ข้างๆฉัน


 Throught any kind of weather
ไม่ว่าตอนนั้นจะเป็นฤดูอะไร..


 I dont wanna run away
ฉันไม่อยากเป็นคนที่เอาแต่วิ่งหนี


 Just wanna make your day
แต่ก็อยากให้มันเป็นอย่างที่คุณต้องการเหมือนกัน


 When you fell the world is on your shoulders
ถ้ามันทำให้คุณต้องมารู้สึกเหมือนเป็นภาระ


 Dont wanna make it worse
ไม่อยากทำให้รู้สึกแย่


 Just wanna make us work
แค่เพียงต้องการให้เราเข้ากันได้


 Baby tell me i will do whatever
ที่รัก.. บอกฉันที ว่าฉันมีสิทธิทำอะไรได้บ้างไหม


[Chorus]


It feels like nobody ever knew me until you knew me
มันรู้สึกเหมือนว่า..  ไม่มีใครที่รู้จักตัวตนของฉันได้ดีเท่าคุณ


Feels like nobody ever loved me until you loved me
รู้สึกเหมือนว่า.. ไม่เคยมีใครรักฉันได้ดีเท่าตอนที่คุณรักฉัน


Feels like nobody ever touched me until you touched me
รู้สึกเหมือนว่า ไม่เคยมีใครเคยได้สัมผัสตัวฉันได้มากไปกว่าคุณ


Baby nobody, nobody,until you
ที่รัก ไม่มีใครเลย ไม่มีใครซักคน  ยกเว้นคุณ


 Baby it just took one hit of you now I'm addicted
ที่รัก.. แค่ทำอะไรก็ได้ให้ฉันได้รับรู้สักนิด ฉันก็หันไปฟังง่ายๆแล้ว


You never know what's missing
คุณอาจไม่ได้รู้สึกว่าคุณสูญเสียอะไรไป


Till you get everything you need,yeah
เพราะตอนนี้คุณมีพร้อมทุกอย่างที่คุณต้องการ  ใช่แล้ว..


 I dont wanna run away
ฉันไม่อยากเป็นคนที่เอาแต่วิ่งหนี


Just wanna make your day
แต่ก็อยากให้มันเป็นอย่างที่คุณต้องการเหมือนกัน


When you fell the world is on your shoulders
ถ้ามันทำให้คุณต้องมารู้สึกเหมือนเป็นภาระ


 Dont wanna make it worse
ไม่อยากทำให้รู้สึกแย่


Just wanna make us work
แค่เพียงต้องการให้เราเข้ากันได้


Baby tell me i will do whatever
ที่รัก.. บอกฉันที ว่าฉันมีสิทธิทำอะไรได้บ้างไหม



 It feels like nobody ever knew me until you knew me
มันรู้สึกเหมือนว่า..  ไม่มีใครที่รู้จักตัวตนของฉันได้ดีเท่าคุณ


Feels like nobody ever loved me until you loved me
รู้สึกเหมือนว่า.. ไม่เคยมีใครรักฉันได้ดีเท่าตอนที่คุณรักฉัน


Feels like nobody ever touched me until you touched me
รู้สึกเหมือนว่า ไม่เคยมีใครเคยได้สัมผัสตัวฉันได้มากไปกว่าคุณ


Baby nobody, nobody,until you
ที่รัก ไม่มีใครเลย ไม่มีใครซักคน  ยกเว้นคุณ



 See it was enough to no
ฉันคิดว่าฉันพยายามอย่างดีที่สุดแล้ว


If I ever let you go
ถ้าหากฉันไม่มีวันเห็นเธอกลับมาจริงๆ


I would be no one
ฉันคงมีแต่ตัวเอง


 Cos I never thought I'd feel
เพราะฉันไม่เคยคิดเผื่อใจ


All the things you made me feel
ไม่ว่าคุณจะทำให้ฉันรู้สีกยังไง


Wasn't looking for someone until you
ก็ไม่อยากมองหาใครที่ไหนเลย.. ยกเว้น.. คุณ



 It feels like nobody ever knew me until you knew me
มันรู้สึกเหมือนว่า..  ไม่มีใครที่รู้จักตัวตนของฉันได้ดีเท่าคุณ


Feels like nobody ever loved me until you loved me
รู้สึกเหมือนว่า.. ไม่เคยมีใครรักฉันได้ดีเท่าตอนที่คุณรักฉัน


Feels like nobody ever touched me until you touched me
รู้สึกเหมือนว่า ไม่เคยมีใครเคยได้สัมผัสตัวฉันได้มากไปกว่าคุณ


Baby nobody, nobody,until you
ที่รัก ไม่มีใครเลย ไม่มีใครซักคน  ยกเว้นคุณ



 It feels like nobody ever knew me until you knew me
มันรู้สึกเหมือนว่า..  ไม่มีใครที่รู้จักตัวตนของฉันได้ดีเท่าคุณ


Feels like nobody ever loved me until you loved me
รู้สึกเหมือนว่า.. ไม่เคยมีใครรักฉันได้ดีเท่าตอนที่คุณรักฉัน


Feels like nobody ever touched me until you touched me
รู้สึกเหมือนว่า ไม่เคยมีใครเคยได้สัมผัสตัวฉันได้มากไปกว่าคุณ


Baby nobody, nobody,until you
ที่รัก ไม่มีใครเลย ไม่มีใครซักคน  ยกเว้นคุณ


 Nobody, nobody, until you
ไม่มีใครเลย ไม่มีใครซักคน  ยกเว้นคุณ



เพลงเพราะๆ ฟังสบายๆ นะครับ






                  

โอโห้!!! กระป๋องน้ำอัดลม

Idea เค้าดีจริงๆ




สักกระป๋องไหม คร็าบบบบ!!!!




วิวัฒนาการกระป๋อง Pepsi




ใบแรกเป็นกระป๋องอลูมิเนียมที่สั่งทำจากจีน ทรงเหมือนกระป๋องเหล็กใบแรกของไทย แต่แตกต่างนิดหน่อยตามในรูป

โลโก้ต่อมาผมชอบเรียกว่าเป๊ปซี่วิ่ง วิ่งยังไง วิ่งทำไม ไม่รู้
มีทั้งไม่มีบาร์โค๊ดทั้งสองบริษัทผู้ผลิตกระป๋อง คือTBM และTBC
และวิทยาการด้านบาร์โค๊ดเดินทางมาถึงในรุ่นนี้นี่เอง มีสองบริษัทเหมือนกัน


Diet Pepsi หรือ Pepsi Diet

โลโก้ตารางกะโลโก้น้ำแข็งเป็นใบสุดท้ายของDiet Pepsiครับ

Pepsi MAXครับ ตอนนี้ทำออกมาแทนDiet Pepsi อย่างเป็นล่ำเป็นสัน
โลโก้เก่าที่ไม่มีบาร์โค๊ดมีทั้งคอเรียบและลอน

ได้ใบ Openig ที่ BKK มาโชว์หล่ะ

PepsiMAX สีดำออกมาสามแบบ

PepsiBlue เลิกผลิตแล้วน้ำสีน้ำเงินกับ PepsiTwist ยังมีต่อมาเรื่อยๆ

PepsiFire Ice Latte Gold หมดไปจากตลาดเรียบร้อยครับ




จีจี้ จอมขวัญ กับบทบาทสาวยุคใหม่

จอมขวัญ หรือ จอมขวัญ ลีละพงศ์ประสุต  เกิดวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2537 จอมขวัญได้เข้ามาทำงานในวงการบันเทิง ตั้งแต่วัยเด็ก ขณะที่กำลังศึกษาอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ด้วยการเดินแบบ จนถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หลังจากนั้นหยุดพักทั้งงานแสดงละครเวทีและเดินแบบ เมื่อเข้าเรียนในระดับมัธยมศึกษา  ได้กลับมาทำงานอีกครั้ง และได้ถ่ายโฆษณาตัวแรกคือ "แดนซ์ โรออน" "ดีพลัส" และ "แบรนด์ ซัมเมอร์แคมป์" โดยที่บุคลากรจากไทยทีวีสีช่อง 3 เห็นจอมขวัญจากงานโฆษณา  เลยติดต่อเข้ามาเป็นนักแสดงในสังกัด และให้เล่นละครเรื่องแรกคือเรื่อง "ผยอง" คู่กับ ฐากูร การทิพย์ แสดงไว้เมื่อปลายปี พ.ศ. 2551 แต่ไม่ได้ออกอากาศ โดยในตอนนั้นมีอายุ 14 ปี ปัจจุบัน ได้สมรสกับ นายศักดิ์ นานา หรือ กีกี้ นักแข่งรถชื่อดังของเมืองไทย เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

"จีจี้" นักแสดงน้องใหม่ด้วยวัยเพียง 18 ปี กับผลงานทางจอแก้วมากมายบทบาทที่เธอได้พิสูขน์ถึงฝีมือความเป็นมืออาชีพของนักแสดงได้ดีและเธอยังคงฉายแววอันโดดเด่นบนเส้นทางบันเทิงได้อีกยาวไกล Euro Tuner จึงไม่พลาดที่จะคว้าตัวเธอมาบอกเล่าเรื่องราวความเป็นมา กว่าจะเป็น "จีจี้" ณ วันนี้...





เข้าสู่วงการบันเทิงได้อย่างไร
"ย้อนกลับไปเมื่อประมาณอายุ 15 ปี ได้ไปแคสติ้ง  ผลงานชิ้นแรกคือการถ่ายโฆษณาแดนซ์  โรล์  ออน  ต่อด้วย  แบรนด์  ชุด  ซัมเมอรืแคมป์  นมเปรี้ยวดีพลัสและโชโกบุตสึ  ซึ่งทางผู้ใหญ่ของทางช่อง 3 ได้เห็นผลงานของเราก็เลยเรียกมาเซ็นสัญญาเป็นนักแสดงของทางช่อง  ผลงานละครเรื่องแรกที่เล่น  คือ  ผยอง ได้เรียนประสบการณ์ใหม่ๆ มากมาย เพราะตอนเด็กๆ ก็เคยผ่านแค่งานละครเวที  

มุมมองสำหลับสาวยุคใหม่  มีความคิดเห็นอย่างไร
"คิดว่าสาว ๆ สมัยนี้มีความสามารถในการทำงาน  เก่งในการคิด การตัดสินใจไม่แพ้ผู้ชายเลย  เพราะผู้หญิงมีความสามารถละเอียดอ่อน  รอบคอบกว่าแน่นอน  บางทีเราอาจจะมองมุมที่ต่างออกไปได้มากกว่า"

ถ้าคิดว่าบุคลิกของตัวเองเปรียบเทียบได้กับรถยนต์อะไร
"เป็นผู้หญิงที่ไม่ค่อยหวานซักเท่าไหร่  ชอบทำอะไรที่ตื่นเต้น  คิดและแอคทีฟตลอดเวลา  เลยติดว่าตัวเองคงเป็นเหมือนรถพวกที่ลุยได้ทุกที่  บทจะดูดีก็ดูดีได้  เป็นรถที่ใช้งานได้ทุกสถานการณ์  คือสามารถปรับตัวได้  สามารถทำอะไรอย่างที่ผู้ชายเค้าทำได้เช่นกันค่ะ  แต่รถที่ใช้อยู่ตอนนี้ก็เป็น Fiat Abarth 695 Tributo Ferrari คันเล็กๆ แต่แรงค่ะ

สำหรับความชื่นชอบเรื่องรถยนต์
"ด้วยความที่พี่ชายเป็นคนชอบรถยนต์ตั้งแต่เห็นเด็กๆ ก็พอที่จะมีความชอบอยู่บ่้าง  ประกอบกับตอนนี้ทำงานให้ OPT Motorsport ก็ค่อนข้างเกี่ยวกับเรื่องแข่งรถโดยตรง  เคยคิดอยากจะแข่งแต่ปัญหาคือไม่สามารถขับเกียร์ธรรมดาได้  เลยขอพักไว้ก่อนดีกว่า  เพราะอยากทำหน้าที่  ที่ทำอยู่ให้เต็มที่ก่อนค่ะ"

ถ้ามีโอกาสใน 1 วัน ที่อยาก  จะทำอะไรก็ได้  คุณจะทำอะไร
"คงอยากไปที่มีถนนสวยๆ ตามต่างประเทศมีรถยนต์ดีๆ ขับซักคัน  แต่ตอนนั้น  จีจี้ต้องขับรถเก่งๆ ด้วยนะคะ  ขับไปตามถนนขับไปเรื่อยๆ เร็วบ้างช้าบ้างสลับกันไปเพราะการขับรถชมวิวทิวทัศน์ข้างทางแค่นี้ก็มีความสุขแล้วค่ะ"

มีความรู้สึกอย่างไรกับวงการบันเทิง
"ก็เป็นอะไรที่น่าสนใจและเราได้เข้ามาลองสัมผัสแล้ว  และมันก็มีอะไรหลายๆอย่างที่เราไม่เคยรู้  หรือเป็นอย่างที่คิดเอาไว้  เราก็ต้องปรับตัวและเรียนรู้ในวงการบันเทิงนี้ให้ได้ค่ะ"

ผลงงานที่ผ่านมา  มีอะไรบ้าง  รวมถึงผลงานล่าสุด
"เรื่องแรก คือ ผยอง  ต่อมาก็เป็น  สืบสวนป่วนรัก  สืบสวนป่วนกำลัง 3  หอ หึ หึ และสองผู้ยิ่งใหญ่  เป็นดารารับเชิญในซี่รี่ส์มหาชนชาวแฟลต  ส่วนตอนนี้พักงานในวงการแล้วค่ะ  มุ่งกับการเรียนอย่างเดียวค่ะ"

นอกจากการเป็นนักแสดงแล้วได้ทำอะไรนอกเหนือจากนนี้หรือไม่
"เป็นช่างภาพให้กับทีม RED  BULL  TEAM  THAILAND รวมถึง ครีเอทีฟ-ดีไซเนอร์และ IT Manager ให้กับ OPT Motorsport ค่ะ"

วางอนาคตการแสดงไว้อย่างไร
"คิดว่าอิ่มตัวแล้วค่ะ  เราได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่างในระดับหนึ่งแล้ว  พอแล้ว  จี้เองรู้สึกชอบงานด้านเบื้องหลังมากกว่าด้วย"






24 มีนาคม 2556

นักร้องสาวเสียงใส Maddi Jane


ประวัติ 

Maddi Jane เธอเป็นเด็กสาวอายุ 13 ปี เกิดวันที่ 4 กันยายน ค.ศ.1998
เธอชืนชอบในการร้องเพลงเป็นอย่างยิ่ง และตอนนี้เธอเป็นนักร้องที่รู้จักกันใน Youtube ที่มีผู้คนนับล้านค่อยติดตามเธอคนนี้อย่องใจจดใจจ่อ !  หลังจากที่เธอรู้ตัวเองว่า เธอรักในการร้องเพลงและต้องการที่จะเป็นนักร้องที่มีชื่อเสียง เธอเลยเริ่มจากการ cover เพลงต่างๆของศิลปินดังๆ  ซึ่งเธอไม่รู้เลยว่าผู้คนที่เข้ามาฟังเพลงของเธอนั้น จะชืนชอบในการร้องเพลงของเธอหรือไม่ แต่อย่างน้อยเธอก็ได้ทำสิ่งที่เธอรักไปแล้ว.  เวลาผ่านไป คนนับล้านต่างพากันชืนชอบบทเพลงและเสียงอันไพเราะของเธอเป็นอย่างยิ่ง เธอจึงเริ่มที่จะมีชื่อเสียงใจวงการ youtube เป็นอย่างยิ่ง  และตอนนี้เธอกลายเป็นศิลปินตัวจริงแล้ว ถึงเพลงของเธอเองจะยังไม่ค่อยโดงดังนัก แต่ชื่อของเธอทำให้ใครๆหลายคนต้องพูดเป็นเสียงเดี่ยวกันว่า  "ผมเอง ก็รู้จักเธอคนนี้  Maddi Jane " !!










เพลงนี้น่าจะเป็นที่รู้จักกันดี สำหรับ Maddi jane








23 มีนาคม 2556

อัยย่ะ!!! มือถือเครื่องละ 45 บาท

8 มีนาคม 2556 - อัลคาเทลออกโทรศัพท์มือถือรุ่นราคาถูกที่สุดในโลก แค่เครื่องละ 45 บาท หน้าจอสี ฟังวิทยุได้ ส่งข้อความได้ มีไฟฉาย เกมส์ นาฬิกาปลุก เครื่องคิดเลข ปฏิทิน แถมใช้แบบแฮนด์ฟรีได้ด้วย




มือถือ Alcatel One Touch 232 มีหน้าจอสีขนาด 1.5 นิ้ว แม้ไม่สามารถเล่นแอ็พพลิเคชั่นได้ แต่สามารถส่งข้อความตัวหนังสือได้ มีวิทยุให้ฟัง และมีฟังก์ชั่นหลากหลาย ตัวเครื่องหนัก 60 กรัม มีขนาด 106 x 46 x 14 ม.ม.





โทรศัพท์เคลื่อนที่รุ่นนี้ เหมาะสำหรับคนที่ไม่ได้ต้องการใช้งานอะไรมากไปกว่าการโทร.ออก รับสาย และส่งข้อความ และเหมาะสำหรับคนที่ไม่แคร์ที่จะต้องวิ่งไล่ตามมือถือรุ่นล่าสุด.

Credit by : http://www.unigang.com/Article/13918



22 มีนาคม 2556

ปิดตำนาน ไททานิค

          
        เรือโดยสาร "ไททานิค" จัดเป็นเรือโดยสารที่หรูหราประเภทเรือสำราญขนาดใหญ่ที่สุดในโลกในขณะนั้น ออกแบบ สร้างประกอบโดยอู่ต่อเรือของบริษัท Harland and Wolff ประเทศ North Ireland ปล่อยลงน้ำเมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ค.ศ.๑๙๑๑ มีระวางขับน้ำ ๔๖,๓๒๘ ตัน มีเครื่องจักรไอน้ำที่มีกำลังแรงถึง ๔๖.๐๐๐ แรงม้า สามารถทำความเร็วสูงสุดในการเดินทางได้ถึง ๒๔ น็อต โดยมีค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างสูงถึง ๗.๕ ล้านเหรียญสหรัฐฯ การ เดินทางเที่ยวนี้เป็นการเดินทางเที่ยวปฐมฤกษ์ข้ามมหาสมุทแอตแลนติกจากเมืองเซาท์แธมตัน ประเทศอังกฤษไปยังนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา โดยเริ่มถอนสมอออกเดินทางเมื่อวันที่ ๑๑ เมษายน ค.ศ.๑๙๑๒ เวลา ๑๓.๓๐ น. มีผู้โดยสารและพนักงานประจำเรือทั้งสิ้นประมาณ ๒,๒๑๗ คน


          ความใหญ่โตมโหฬารมีรูปลักษณะแข็งแกร่งทนทานมหาศาลนี้ ทำให้บริษัทเจ้าของเรือมีความภาคภูมิใจมากถึงกับขนานนามเรือลำนี้ว่า "Unsinkable Ship หรือ เรือที่ไม่มีวันจม" และชื่อของเรือ "ไททานิค" นั้นก็ได้นำมาจากคำว่า "Titan" ซึ่งเป็นชื่อของอสูรเทพที่ทรงพลัง บุตรของเทพเจ้า Uranus และ Gaia ตามเทพนิยายกรีกโบราณ

         ในระหว่างการเดินทางนับตั้งแต่วันที่ ๑๒ เมษายนฯ เป็นต้นมา เรือ "ไททานิค" ได้รับสัญญาณวิทยุเตือนภัยให้ระวังเรื่องภูเขาและกลุ่มก้อนน้ำแข็งที่ปรากฏลอยอยู่เกลื่อนกลาด ทั่วไปในเส้นทางการเดินทางจากเรือลำอื่นๆ มาโดยตลอด เมื่อคืนวันที่ ๑๔ เมษายนฯ เวลา ๒๒.๓๐ น.พนักงานวิทยุประจำเรือ "คาลิฟอร์เนียน" ซึ่งกำลังติดอยู่ในกลุ่มก้อนน้ำแข็งห่างจากเรือ "ไททานิค" ประมาณ ๑๙ ไมล์ทางเหนือ ได้ส่งสัญญาณเตือนภัยให้แก่เรืออื่นๆ ซึ่งกำลังเดินทางอยู่ในเส้นทางที่ใกล้เคียงให้ระมัดระวังภัยพิบัติที่อาจจะเกิดจากการชนภูเขาน้ำแข็งภายในบริเวณนี้ได้ ขณะที่ กำลังเรียกขานเรือ "ไททานิค" เพื่อแจ้งให้ระมัดระวังเหตุภัยพิบัตินี้เช่นกัน ก็ได้รับสัญญาณตอบกลับมาในลักษณะที่ไม่ค่อยสุภาพว่า "...ให้หยุดเตือนเสียที เพราะสัญญาณเข้าไปรบกวนการทำงาน(ของเขา)กับ Cape Race..." พนักงานวิทยุประจำเรือ "คาลิฟอร์เนียน" จึงเลิกทำการติดต่อ และปิดเครื่องวิทยุเมื่อเวลา ๒๓.๓๐ น. 

          เมื่อเวลาประมาณ ๒๓.๔๐ น. ด้วยความเร็ว ๒๒ น็อตครึ่ง เรือ "ไททานิค" ได้พุ่งเข้าชนภูเขาน้ำแข็งซึ่งมีความสูงพ้นระดับน้ำ ๕๕-๖๐ ฟิต ที่ Longitude 50o 14' W Lattitude 41o 27' N ทำให้ตัวเรือแตกน้ำทะเลไหลท่วมท้นเข้ามาในตัวเรือมีระดับสูงกว่ากระดูกงู ๑๔ ฟิต ภายใน ๑๐ นาที แล้วไหลทะลักเข้าไปสู่ห้องต่างๆ อย่างรวดเร็วเป็นเหตุให้เรือเริ่มอับปาง พนักงานวิทยุประจำเรือฯ ได้ส่งสัญญาณวิทยุแจ้งเหตุร้ายขอความช่วยเหลือไปยังเรือและสถานีฝั่งในอาณาบริเวณ เรือหลายลำที่ได้รับสัญญาณวิทยุขอความช่วยเหลือจากเรือ "ไททานิค" จึงเปลี่ยนเส้นทางมุ่งหน้าไปยังสถานที่เกิดเหตุโดยเร็ว 

          วันที่ ๑๕ เมษายน ค.ศ.๑๙๑๒ เวลา ๐๐.๐๕ น. กัปตันเรือ "ไททานิค" ได้สั่งสละเรือใหญ่ เรือลำนี้ถึงแม้ว่า จะได้เตรียมเรือชูชีพไว้จำนวนมากแต่ก็สามารถจุได้เพียง ๑,๑๗๘ คนในจำนวนผู้โดยสารและพนักงานประจำเรือทั้งหมด ๒,๒๑๗ คน เท่านั้น และถึงแม้ว่า จะมีเรือหลายลำเข้าไปช่วยเหลือได้ในระยะเวลาอันสั้น การอับปางของเรือ "ไททานิค" ครั้งนี้ก็ยังเป็นเหตุโศกนาฏกรรมครั้งยิ่งใหญ่ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากถึง ๑,๕๑๓ คน ในจำนวนนี้มีมหาเศรษฐีอเมริกันรวมอยู่ด้วยถึง ๓ คน คือ John Jacob Astor, Benjamin Gugenheim และ Isidor Straus

          ขอย้อนเล่าถึงความหายนะที่เกิดขึ้นนิดนึง เมื่อตอนที่เรือสำราญสุดหรู ขนาด 46,000 ตัน แล่นชนภูเขาน้ำแข็งนั้น รูทะลุที่เกิดขึ้นไม่ใช่สาเหตุสำคัญ ของการจม แต่เป็นเพราะแผ่นเหล็ก ลำเรือที่ทยอยกันฉีกขาด และทำให้น้ำทะเล ไหลบ่าเข้ามาอย่างรวดเร็ว อันที่จริงไททานิกได้ป้องกันไว้แล้ว โดยสร้างห้องเก็บน้ำเป็นช่องๆ หากน้ำทะลักเข้ามาใน 2 ห้องด้านหน้า หรือแม้แต่ใน 4 ห้องแรกก็ไม่เป็นไร แต่รอยทะลุเกิดขึ้นในห้องที่ 5 จึงต้องอับปางลง

The Grand Staircase
ขณะ ที่จมดิ่งลงมาลึกราว 300 เมตร ลำเรือก็แตกร้าวเป็นสองท่อน ด้านหัวเรือซึ่งยาวกว่าพุ่งนำลงมาก่อน ลากเอาส่วนท้ายตามลงมาในแนวดิ่ง แล้วก็หักหลุดจากกัน ท่อนหัวดำดิ่งพุ่งลิ่วยังกับตอร์ปิโด โครงสร้างและอุปกรณ์ต่างๆ กระจัดกระจายไปทั่ว แล้วหัวเรือก็ปักจมลงไปในโคลนใต้สมุทรลึกประมาณตึก 6 ชั้น และซากส่วนนี้แหละที่คาเมอรอนกับคณะสนใจสำรวจ

เอกลักษณ์อันติดตรึงใจของไททานิกก็คือ บันไดใหญ่หรือแกรนด์สแตร์เคส (The Grand Staircase )ที่ สร้างอย่างอลังการ ด้วยไม้โอ๊คแกะสลักบันไดนี้ทอดยาวจากชั้นดาดฟ้า A จนถึง E รวมหกชั้นด้วยกัน ประดับด้วยราวทองเหลืองและบรอนซ์เป็นมันแวววาว อภิมหาบันไดนี้ เป็นที่สงสัยกันมานานถึงชะตากรรมที่บังเกิดกับมันว่าเป็นฉันใด

Wallace Hartley
คณะสำรวจมุ่งต่อไปยังดาดฟ้าที่ไว้เรือชูชีพ ณ ที่นั้นคือ ฉากสุดยอดแห่งความโกลาหลวุ่นวายที่เกิดขึ้นในระหว่างเรือใกล้จม ที่ นี่มีเสาห้อยเรือบดซึ่งสูงราว 4 เมตร ส่วนเรือบดหรือเรือชูชีพนั้นยาวลำละ 10 เมตร มีอยู่ 4 ลำ ซึ่งผู้โดยสารที่เหลือคงจะรุมล้อมแหงนมองมันอย่างมิรู้จะทำฉันใด

และ ที่ดาดฟ้านี่เอง ที่มีเหตุการณ์อันเหลือเชื่อ นั่นคือ นักดนตรีทั้งหลายแห่ง วงออร์เคสตราได้ร่วมใจ กันขึ้นมาบรรเลงเพลง เพื่อให้ผู้โดยสาร ที่ตื่นตระหนกได้สงบลง เพลงสุดท้ายเป็นเพลงช้าๆ ที่คาดกันว่าชื่อ Nearer My God To Thee ผู้กำกับวงที่มีนามว่า วอลเลซ ฮาร์ทลีย์ ได้รับความยกย่องในสมาธิ และความกล้าหาญที่คุมวงบรรเลง จนหยดสุดท้าย นักดนตรีทั้งหมดเสียชีวิต และได้พบร่างของฮาร์ทลีย์ในภายหลัง เขาได้รับพิธีฝังเยี่ยงวีรบุรุษ




Art in paradise มหัศจรรย์โลกจินตนาการ

Art in paradise เป็น พิพิธภัณฑ์ภาพจิตรกรรม 3 มิติ แห่งเดียวในไทยที่เมืองพัทยา ผู้เข้าชมสามารถสัมผัสงานศิลปะ ได้อย่างใกล้ชิด ถ่ายภาพกับภาพเขียนได้อิสระแปลกแหวกแนวกับศิลปะภาพวาดแบบ 3D เวลาถ่ายรูปออกมาเหมือนกับ ภาพเสมือนจริง ทะลุออกมา ขึ้นอยู่ว่าเราจะมีไอเดียเอาตัวเองไปอยู่ในภาพยังไง ซึ่งในแต่ภาพก็จะมีตัวอย่างการโพสต์ท่าติดไว้ ด้านข้างงานศิลปะแต่ละชิ้นเพื่อเป็นแนวทางให้นักท่องเที่ยวดูว่าจะโพสต์ท่าแบบใด  หวังเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของพัทยา โดยพิพิธภัณฑ์ภาพจิตรกรรมสามมิติ มีนายชิน แจยอล ชาวเกาหลี เป็นผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ เพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ แห่งใหม่ของพัทยาและประเทศไทย โดยเปิดให้ผู้มีใจรักศิลปะ ประชาชนทั่วไป และเด็กนักเรียนได้เข้ามาชมความงามและร่วมถ่าย ภาพศิลปะสามมิติที่เสมือนจริงและแปลกใหม่ ทำให้ผู้ชมกลายเป็นส่วนหนึ่งของงานศิลปะ หรือหลอมรวมเข้ากับภาพเขียนจนเป็น อันหนึ่งอันเดียวกับผลงานศิลปะเหล่านี้




แนวคิดในการสร้าง Art in paradise  พิพิธภัณฑ์ภาพจิตรกรรม 3 มิติ นายชิน แจยอล กล่าวว่า การจัดแสดงนิทรรศการศิลปะ นับตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันมักจะประสบปัญหา ว่าเป็นเรื่องยากที่จะทำให้ผู้ชมทั่วๆ ไปเข้าใจและมีปฏิสัมพันธ์กับงานศิลปะ การชมงาน ศิลปะจึงเป็นเรื่องของผู้ชมเฉพาะกลุ่มที่อยู่ในวงการศิลปะเท่านั้น ไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถชื่นชมศิลปะอย่างเพลิดเพลินใจได้ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เกิดแนวคิดที่จะสร้างพิพิธภัณฑ์แห่งความสนุกสนาน ผลงานศิลปะที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ นอกจากจะทำ ให้ทุกๆ คนสามารถเข้าใจงานศิลปะอย่างง่ายดายแล้ว ยังทำให้เพลิดเพลินกับงานศิลปะและสร้างความสนุกสนานกับทั้งครอบครัว ญาติสนิทมิตรสหาย เพื่อนพ้องน้องพี่ และคู่รัก รวมถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาเที่ยวเมืองไทยอีกด้วยทุกๆ ห้องผู้ชมสามารถ เข้าชมและสัมผัสกับศิลปะได้อย่างใกล้ชิด ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ชมยังสามารถสร้างสรรค์และจินตนาการการจัดท่าทาง เพื่อถ่ายภาพกับ งานศิลปะได้อิสรเสรีและแปลกแหวกแนวไม่เหมือนใคร เหนือสิ่งอื่นใดคือ ภาพทุกภาพที่ถ่ายในพิพิธภัณฑ์ Art in Paradise นอกจากจะเป็นภาพที่แสนประทับใจแล้ว ยังเป็นภาพแห่งความทรงจำที่งดงามอีกด้วย"






ภายในพิพิธภัณฑ์ Art in Paradise ประกอบด้วย ผลงานภาพวาดจำนวน 140 กว่าชิ้น จัดแสดงในห้องแสดงงานกว่า 10 ห้อง อาทิเช่น
1. ห้องแรกลวงตา
2. ห้องใต้สมุทร
3. ห้องแห่งซาฟารี
4. ห้องศิลปะคลาสสิก
5. โถงอารยธรรม เช่น อยุธยาเมืองเก่าของไทย  Machu Picchu หรือเมืองสาบสูญแห่งอินคาของประเทศเปรู และอียิปต์อารยธรรมแห่งลุ่มแม่น้ำไนล์
6. ห้องศิลปะเหนือความจริง (Surrealism)
7. ห้องจูลาสสิก
8. ห้องน้ำตกในซอกเขาอันสูงชัน
9. ห้องจำลองเมืองเวนิส
10. ห้องวิวทิวทัศน์ที่แสนงดงาม








ถ้าใครสนใจก็ไปแวะดูได้นะครับ Art in Paradise พิพิธภัณฑ์ภาพวาด 3 มิติ Interactive art แห่งแรกและแห่งเดียวของเมืองไทย  เปิดให้บริการทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ ตั้งแต่เวลา 09.00-21.00 น. (ปิดขายบัตรเข้าชมเวลา 20.00 น.)  สถานที่ตั้ง 78/34 หมู่ 9 ถนนพัทยาเหนือสายสอง ซอย 1 ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี 20150  โทร. 038-424-500   https://www.facebook.com/artinparadise

ต่างชาติ ผู้ใหญ่ ราคา 500 บาท เด็ก 300 บาท (ส่วนสูงไม่เกิน 120 ซม.)
คนไทย ผู้ใหญ่ ราคา 150 บาท เด็ก 100 บาท (ส่วนสูงไม่เกิน 120 ซม.)


สรุปทริปเที่ยวArt in Paradise แนะนำว่า ต้องมีกล้องสำคัญมาก และต้องถ่ายภาพในที่สว่างน้อยตั้งกล้องให้ดีครับ อีกอย่าง การมาเที่ยวแบบนี้ ท่าทางการถ่ายรูปสำคัญมากยืนตรงธรรมดามันไม่สนุก มันตั้งออกท่าทาง แล้วถ่ายจะสนุกมาก มาเที่ยวเป็นครอบครัวจึงเป็นเรื่องสนุกสานกันได้ทั้งครอบครัว มาเที่ยวกับคนรักก็ได้สนุกด้วยกันเอง มาเที่ยวคนเดียวนี้แนะนำว่าต้องหาเพื่อเอาข้างในแล้วครับไม่งั้นไม่มีรูปตัวเองกลับไปแน่ เดี๋ยวจะเสียเที่ยว 

Credit by : http://www.paiduaykan.com/province/east/chonburi/artinparadise.html
                   http://www.sadoodta.com


บันไดวนรอบโลก









หมู่เกาะต้นปาล์ม(Palm Island)

หมู่เกาะต้นปาล์ม (The Palm Islands) เป็นโครงการก่อสร้างเกาะจำลองบริเวณอ่าวเปอร์เซีย ใน ดูไบ ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยแต่ละเกาะจะมีลักษณะรูปร่างเหมือนต้นปาล์ม และล้อมรอบด้วยเสี้ยววงกลม โดยพื้นที่จะมีการจัดเป็นที่อยู่อาศัย และรีสอร์ท การพัฒนานี้เป็นส่วนหนึ่งในโครงการพัฒนาการท่องเที่ยวของประเทศ

ประวัติ

เชค โมฮัมเหม็ด บิน ราชิต อัล มาคทูม ( Shiekh Mohammed bin Rashid Al Maktoum) เจ้าผู้ปกครองเมืองดูไบ นายกรัฐมนตรี และรองประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ นายทุนใหญ่เจ้าของโครงการนี้ ได้โครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ปลูกสร้างเป็นเกาะเทียมในทะเล ไม่ไกลจากชายฝั่ง ประกอบด้วยโครงการใหญ่ถึง 3 โครงการ คือ ปาล์ม Jumeirah, ปาล์ม Deira และ ปาล์ม Jebel Ali โดยโครงการ The Palm Jumeirah ซึ่งเริ่มก่อสร้างมาตั้งแต่ปี 2001 ตามมาด้วยโครงการ The Palm Jebel Ali สร้างต่อมาในปี 2004 และจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ด้วยโครงการที่ 3 คือ The Palm Deira ที่คาดกันว่าน่าจะเสร็จสิ้นภายในระยะเวลา 10-15 ปี ทั้ง 3 โครงการดำเนินการโดยคณะวิศวกรและบริษัทก่อสร้าง Jan de Nul Group จากประเทศเบลเยี่ยม และบริษัท Van Oord จากประเทศเนเธอร์แลนด์

รายละเอียด
The Palm Jumeirah
ถือเป็นโครงการแรก มีขนาดพื้นที่ประมาณ 25 ตารางกิโลเมตร และถูกล้อมด้วยเขื่อนหินทิ้งถึง 7 ล้านตัน ที่มีความยาวประมาณ 11 กิโลเมตร มาเรียงเป็นคันเขื่อนที่มีแนวอาคารเรียงรายตลอดแนวรูปวงกลมนี้ โดยแนวชายฝั่งเทียมที่สร้างขึ้นนี้จะทำให้ชายฝั่งทะเลของดูไบเพิ่มขึ้นอีก 78 กิโลเมตร ได้เริ่มก่อสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 2001 ประกอบด้วยบ้านสไตล์วิลลาชายทะเล 1.400 หลังและอพาร์ทเมนต์สุดหรู ประมาณ 2,500 หน่วย (ที่ผู้พักอาศัยสามารถจะย้ายเข้าพักได้ในปี ค.ศ. 2006) มีท่าจอดเรือยอชต์สำหรับผู้พักอาศัยในโครงการนี้ ลักษณะผังเมื่อมองจากด้านบน จะเป็นรูปลำต้นปาล์มขนาดยักษ์ ตรงยอดเป็นแนวของใบปาล์ม 11 แนว ล้อมด้วยแนวเขื่อนกั้นคลื่นเป็นรัศมี
ส่วนของลำต้นซึ่งเป็นอาคารทรงยาว มีสวนน้ำขนาดใหญ่ เครื่องเล่นทันสมัยสารพัดชนิด ร้านอาหารนานาชาติจำนวนนับร้อยร้าน ทั้งร้านอาหารระดับภัตตาคารยุโรป อาหารทะเล อาหารอาหรับ และร้านอาหารทันสมัยประเภทฟาสต์ฟู้ด ศูนย์การค้าที่มีสินค้าชั้นยอดจากยุโรปและอเมริกา ทั้งเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า เครื่องสำอาง ฯลฯ ไปจนถึง Taj Exotica Resort&Spa ซึ่งเป็นสปาชั้นเยี่ยมของโลก และยังมีโรงแรมระดับสี่ดาวไปจนเกินหกดาว ราคาค่าห้องตกอยู่คืนละนับหมื่นเหรียญอเมริกัน และยังมีกิจกรรมกีฬาต่างๆ ที่เป็นกิจกรรมภายในอาคาร โดยเฉพาะสกีโดมที่มีการทำศูนย์การเล่นสกีหิมะในร่ม ซึ่งส่วนบริการกลางนี้สร้างเสร็จในปี ค.ศ. 2004 และโครงการทั้งหมดจะเสร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 2008
การก่อสร้างใช้เวลา 7 ปี ใช้แรงงานก่อสร้างจากแหล่งงานสำคัญจากประเทศต่างๆจากเอเชียใต้ เช่นอินเดีย ปากีสถาน และบังคลาเทศ เพราะแรงงานเหล่านี้เป็นแรงงานราคาถูกที่สุด โดยทำงานผลัดกัน 2–3 ช่วงต่อวัน ช่วงละ 8 ชั่วโมง แล้วแต่อุณหภูมิในฤดูต่างๆ ซึ่งช่วยให้การก่อสร้างรุดหน้าได้อย่างรวดเร็วและเสร็จสมบูรณ์ตามแผนที่กำหนด





การเดินทางไปยังเกาะ จะต้องลอดผ่านอุโมงค์ลอดใต้ทะเล



                 http://picpost.postjung.com/64209.html