นายลีวาย สเตราส์ (Levi Strauss) ชาวเยอรมัน เป็นผู้หนึ่งที่ร่วมอยู่ในยุคตื่นทอง เมื่อปี ๕.ศ.1850 ซึ่งทุกคนต่างมุ่งหน้าไปขุดทองที่เหมืองในเมืองซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกา สเตราส์เดินทางไปที่นั่นเช่นกัน เขาไปเพื่อขายของ ซึ่งของที่นำไปขายได้ขายหมดระหว่างทาง เหลือเพียงผ้าเต็นท์เท่านั้น เมื่อไปถึงเหมือง ชาวเหมืองคนหนึ่งบอกให้เขาหากางเกงที่ทนทานมาขายบ้าง เพราะกางเกงคนขุดเหมืองขาดง่าย
คำพูดนี้จุดประกายความคิดให้สเตราส์ทันที เขาจึงนำเอาผ้าเต็นท์มาให้ช่างตัดเป็นเสื้อและกางเกง แล้วนำออกขาย ปรากฏว่าขายดีอย่างนึกไม่ถึงจนผ้าเต็นท์หมดในไม่ช้าสเตราส์จึงสั่งผ้าใบเรือมาตัดเสื้อผ้า ในขณะที่ผ้าเต็นท์ขาดตลาด เขาสั่งผ้าหนาอีกหลายชนิดมาจากนิวยอร์ก และนำมาย้อมเป็นสีน้ำเงินคราม อันเป็นสัญลักษณ์ของเสื้อผ้ากรรมกร
ปี ค.ศ.1860 ช่างตัดเสื้อชื่อ นายจาคอบ เดวิส (Jacob Davis) จากรัฐเนวาดาได้ตอกหมุดตามมุมกระเป๋ากางเกงของคนงานเหมือง เพื่อให้บริเวณนั้นที่มักขาดเสมอแข็งแรงขึ้น สเตราส์นำวิธีการตอกหมุดมาใช้กับกางเกงเสื้อผ้าที่มีเนื้อผ้าหนาของเขาและตั้งชื่อว่า “ลีวาย” (Levi’s) ในวันที่ 20 พฤษภาคม
ต่อมาในปี 1873 Levi Strauss and Jacob Davis ได้ร่วมจดสิทธิบัตรการตอกหมุดบนกางเกงตามรูปแบบที่ Jacob Davis คิดค้นเพื่อเสริมความคงทนตามรอยต่อของตะเข็บกางเกง และได้ผลิต "Copper-Riveted Waist Overalls" ดังที่ปรากฎในวันที่บนป้ายที่ขอบเอว Patented May 20 1873 และในเวลานั้นเองได้เริ่มเย็บปีกนกเป็นสัญลักษณ์การค้า โดยผืนผ้าแรกเริ่มของ Copper-Riveted Waist Overalls แน่นอนที่สุดต้องเป็น Cotton Duck และ Denim ซึ่งเป็นผืนผ้าที่มีความคงทนสูงมาก ซึ่งในยุคแรกเริ่มของ Copper-Riveted Waist Overalls ผืนผ้าเดนิมที่ Levi เลือกใช้ผลิตโดยโรงงานทอ Amoskeag ที่ New Hampshire โดยผืนผ้าเดนิมที่สั่งมานี้ถูกเรียกว่า "XX" เพื่อสื่อถึงความหนาและคุณภาพของผืนผ้า และในปี 1890 ก็ได้มีการใช้ตัวเลข "501" มากำหนดเป็นหมายเลขชนิดของผืนผ้าเดนิมที่ใช้ซึ่งเป็นการให้กำเนิดชื่อเรียกของกางเกงเดนิมแห่งตำนาน ต่อมาเมื่อคนงานใดๆ หากได้ลองสวมใส่กางเกง Waist Overalls ที่ผลิตจากผืนผ้าเดนิมที่เมื่อยิ่งใช้ไปนานเข้าได้สัมผัสถึงความนุ่มนวลของผ้าเดนิม แต่ยังแฝงไปด้วยความคงทน จึงเริ่มนิยมกางเกงที่ผลิตจากผ้า Denim มากว่าผ้า Cotton Duck ซึ่งมีความแข็งกระด้างกว่ามาก และในที่สุดปี 1911 ทาง Levi ได้เลิกผลิต Overalls ที่ทำจากผ้า Cotton Duck ดังนั้นผืนผ้าเดนิมจึงกลายเป็นผืนผ้าหลักสำหรับกางเกง Overalls ที่ผลิตโดยบ. Levi ต่อมาในปี 1915 ทาง Levi ได้เริ่มสั่งผลิตผืนผ้าเดนิมจากโรงงานทอแห่งใหม่คือ Cone Mills ที่ North Carolina และในปี 1922 ผืนผ้าเดนิมที่ใช้ตัดเย็บทั้งหมดสั่งจาก Cone Mills โดยสำหรับ Levi โรงงานทอแห่งนี้เป็นผู้ให้กำเนิดสัญลักษณ์ของขอบผ้า "Red line"
ต่อมายุค 1930s ในยุคนี้ได้ถือเป็นจุดสำคัญ ที่การเรียกกางเกงเดนิมที่ผลิตจาก Levi ว่า Overalls กำลังจะเปลี่ยนเป็น Jeans ทั้งที่ไม่ได้ผลิตจากผ้า Jean แต่ผลิตจากผืนผ้า Denim โดยเหตุผลที่การเรียกชื่อกางเกง Leviเปลี่ยนไป มาจากสองเหตุหลัก เหตุผลแรกคือ ในดินแดนอเมริกาตะวันตก รูปแบบการใช้งาน overalls ที่ผลิตโดย Levi ได้เปลี่ยนแปลงไป จากกางเกงที่สวมใส่สำหรับทำงานหนัก สำหรับแรงงานกรรมกร ก็ถูกขยายและปรับเปลี่ยนเป็นไว้สวมใส่ทั่วไป คาวบอยในฟาร์มก็สวมใส่กันอย่างแพร่หลาย ในยุคนี้เมื่อคนจากฝั่งอเมริกาตะวันออกหรือจากนิวยอร์ก มาเห็นเข้าและเริ่มนำมาสวมใส่บ้าง จึงเรียกกางเกงที่มีเบลท์หลังที่ผลิตจากผืนผ้าเดนิมสีน้ำเงินนี้ว่า "Jeans" ตามการเรียกที่คุ้นเคย เพราะเห็นว่ากางเกงชนิดนี้รูปแบบการใช้งานไม่ใช่กางเกง Overalls ที่คนในฝั่งอเมริกาตะวันออกจะใช้เรียกกางเกงสำหรับแรงงานสวมใส่อีกต่อไป แต่เห็นว่ากางเกงเบลท์หลังสีน้ำเงินที่เห็นคือกางเกง Jeans ที่คนตะวันออกเอาไว้ใส่เวลาทำงานกลางแจ้งเบาๆ หรือเอาไว้ใส่เวลาท่องเที่ยว เป็นการเรียก Jeans โดยเน้นไปที่รูปแบบการใช้งานโดยไม่สนชนิดของผ้าที่นำมาผลิตเพราะยังไงเมื่อดูผ่านๆจากภายนอกก็ดูเป็นผืนผ้าสีน้ำเงินแบบเดียวกัน เหตุผลที่สองคือ ในยุคนี้ทาง Levi ได้มีผลิตกางเกงสำหรับเด็กโดยใช้ผ้า Denim น้ำหนักเบาและเรียกกางเกงที่ผลิตขึ้นมาใหม่ว่า กางเกง Jeans ที่เรียกเช่นนี้เพราะเรียกตามรูปแบบการใช้งานที่เอาไว้ให้เด็กใส่เล่นซนได้ทั่วไป ไม่ใช่กางเกงทำงาน อย่างไรก็ตามในเวลานี้ กางเกง Lot 501 ผ้า denim น้ำหนักมาตรฐานก็ยังคงถูกคนอเมริการตะวันตกใน San Francisco เรียก overalls อยู่เช่นเดิม
หลังจากนั้นอีกเกือบ 20 ปีเมื่อเด็กๆ ในดินแดนอเมริกาตะวันตกโตขึ้นมาเป็นหนุ่มใหญ่ จึงเรียกกางเกงผ้าหยาบสีน้ำเงินของ Levi ที่ผลิตจากผืนผ้าเดนิมว่า Jeans ตามที่คุ้นชินในการเรียกตั้งแต่เด็ก และในช่วงเวลาเดียวกันเมื่อกางเกง Levi เป็นที่โด่งดังไปทั่วอเมริกา ทาง Levi Strauss & Co. ได้เริ่มส่งสินค้าไปวางขายในเมืองฝั่งอเมริกาตะวันออกและในนิวยอร์ก จึงใช้คำว่า Jeans ในการโฆษณากางเกง เดนิม 501 ทั้งนี้เพื่อสื่อให้ตรงกับความเข้าใจของชาวอเมริกาตะวันออกที่นิยมเรียกกางเกงผ้าฝ้ายสีน้ำเงินที่ผลิตจาก Levi อย่างแพร่หลายว่า Jeans นั่นเอง นี่คือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวต่อไปนี้.......
ล่วงเข้าสู่ปี ค.ศ.2003 ความสำคัญของ Brand Levi’s เปี่ยมด้วยคุณค่าทางประวัติศาสตร์ยีนส์โลก
คือ เป็นการเฉลิมฉลองวาระครบรอบการก่อตั้งบริษัท Levi Strauss & Co. 150 ปี และครบรอบ 130 ปี ที่
Levi Strauss And jakob W David ร่วมกันรังสรรค์สร้างผลิตภัณฑ์ Danim Jeans ขึ้นมาเป็นมรดกของ
โลก สิ่งที่น่าสนใจอีกเรื่องหนึ่งที่นำเสนอในงานนี้คือ มีการค้นพบกางเกงยีนส์ Levi's ตัวหนึ่งที่เหมืองใน
เนวาดา หลังจากตรวจสอบ ลินน์ ดาวนี่ย์ นักประวัติศาสตร์ยีนส์ Levi's แห่งบริษัท Levi's ได้รับการยืนยัน
ว่า นี่แหละคือกางเกงยีนส์เก่าแก่ที่สุดในโลก ผลิตตัดเย็บในปี 1890 บริษัทจึงเปิดให้มีการประมูล พิพิธภัณฑ์
Levi's ได้ประมูลมันกลับมาสู่บ้านเกิด ด้วยราคากว่า 4 หมื่น 6 พันกว่าเหรียญ หรือประมาณ 1.8 ล้านบาท
สิ่งที่ได้มานั้นแทบไม่น่าเชื่อว่ากางเกงยีนส์ Levi's ที่ผลิตจากผ้าฝ้ายนั้น มันสามารถมีอายุคงทนอยู่ได้เกิน
กว่า 100 ปี นี่คือข้อพิสูจน์อย่างหนึ่งที่ Levi's ภาคภูมิใจนักหนา ว่าเขาคือ "ยีนส์ที่ทนทานทรหดที่สุดใน
โลก"


